Home Web Board Contact Us About Us
Main Menu
ตัวอย่าง บริษัท / องค์กร ที่จัดทำ IN-HOUSE
สมัครสมาชิก
กิจกรรมฝึกอบรม
แนะนำวิทยากร
สำรองที่ / registration
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
download แบบฟอร์ม
ตารางการอบรม 2553 -2554 (link)
ตารางอบรม 2553 - 2554
รายการหลักสูตร In-house
เอกสารสำรองที่.doc
เอกสารสำรองที่.pdf
แผนที่โรงแรม
เส้นทาง BTS - MRT
โรงแรมลันตานา รีสอร์ท
โรมแรมเวโรนิก้า
โรงแรมออลซีซั่นส์ โกลด์ ออร์คิด
Princeton Park Suite
สาระความรู้
ห้องสมุดกฎหมาย
ห้องสมุดดิจิตอล
ดิกชั่นนารี่ออนไลน์

การปฏิบัติธรรมสอนอะไร

  

 อาตมาจะยกตัวอย่างการได้บุญ ของผู้มาปฏิบัติธรรม  เอาเป็นดอนเจ้าปู่แล้วกัน เพิ่งผ่านมาสดๆร้อน อาตมากำหนดนิยามว่านั้นคือโรงเรียนพุทโธ เพื่อที่จะเรียนจบออกมาแล้วเป็นพุทธะ  เราจะเรียนรู้จากธรรมชาติ นอนกลางดิน กินกลางทราย  ใช้ชีวิต 9 วัน 9 คืน กับธรรมชาติ เราจะใช้ธรรมชาติเป็นผู้สอนเรา เป็นครูของเรา  ในการเรียนของโรงเรียนแห่งนี้มีขั้นตอนอยู่ 3 ขั้นตอนเท่านั้นเอง คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน  ในขั้นแรกคือเรียนให้เป็นผู้รู้  ขั้นที่สองรู้เสร็จแล้วนำความรู้ที่ได้มาปฏิบัติเราจึงจะเป็นผู้ตื่น จากนั้นก็จะได้ขั้นที่สามโดยอัตโนมัติ คือผู้เบิกบาน  คือได้รับผลของการปฏิบัติ หรือการปฏิบัตินั้นส่งผล  เท่ากับว่า เรากำลังเลียนแบบ เดินตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็เท่ากับว่าขณะนี้เราได้เดินตามรอยเท้าพ่ออยู่ พ่อคิดอย่างไร เราคิดอย่างนั้น พ่อทำอย่างไร เราทำอย่างนั้น  พ่อได้ผลอย่างไร เราก็จักได้ผลอย่างนั้นเช่นกัน  เมื่อนั้นเราก็จะมีโอกาสกลับขึ้นไปดินแดนเดิมที่เราเคยลงมา และถ้าโยมทำได้อย่างที่อาตมาพูดดังนี้ ไม่ว่าจะไปปฏิบัติธรรมที่ไหนก็แล้วแต่ ตัวโยมเองก็ไม่ต่างอะไรกับ “พุทธะเดินดิน” จริงมั้ยโยม

เมื่อผ่านทั้งสามขั้นแล้ว เราจะรู้ 2 ประการใหญ่ๆ  คือ  1. ทางออกแห่งจิต    2.ทางออกในการดำเนินชีวิต     ในทางออกแห่งจิตอาตมาไม่พูดถึงเพราะเป็นเรื่องที่ รู้ได้เฉพาะตน ต้องศึกษาเอาเอง  แต่อาตมาจะขอเป็นครูที่แย่หน่อย เพราะเฉลยข้อสอบ ข้อที่ 2 คือ ทางออกในการดำเนินชีวิต ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอดแทรกอะไรไว้บ้าง

เอาเรื่องสมาธิก่อน 

        การที่เรานั่งเฉยๆ นั่งนิ่งๆ แต่อาตมาเคยถามโยมบางคนนะว่าเวลาที่ นั่งสมาธิ โยมได้อะไรบ้างจากสมาธิ  บางคนก็บอกว่า “โอ้ยสงบค่ะ แต่บางทีเห็นภาพต่างๆ มันเป็นแสงขาวๆ สีๆ วิ่งไปวิ่งมา จะเห็นเลขด้วยค่ะ กำลังจะชัดแล้วเชียว บางทีก็เห็นเป็นเรื่องเป็นราวเลย”  นั่นไง อาตมาก็อมยิ้มอยู่ในใจ  เรื่องอานิสงส์จากการนั่งสมาธิอาตมาไม่กล่าว เพราะมีคนกล่าวไว้เยอะแล้ว  แต่อาตมากำลังจะชี้ให้มองในอีกแง่มุมนึง คือการวิเคราะห์ว่า เราได้ข้อคิดอะไรจากการนั่งสมาธิ  โยมคิดตามนะ  แท้ที่จริงเค้ากำลังสอนให้เรา หยุดคิด หยุดทำ หยุดขวนขวายเสียบ้าง เราก็ไม่ตาย เค้ากำลังสอนให้เรารู้จักความพอเพียง เพราะชีวิตเราไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้แล้ว ขอแค่มีลมหายใจเพียงเบาๆ รับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เราก็สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้ แล้วเรายังจะต้องการอะไรอีก...     เรานั่งสมาธิทั้งวันทั้งคืนไม่ต้องกินอะไรเราก็สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้ ใช่หรือไม่...

         การนั่งสมาธิที่ถูกต้องจะต้องไม่เห็นภาพอะไรทั้งสิ้นนะ ไม่กังวลไม่ว๊อกแว๊ก  ตั้งกายให้ตรง กระดูกสันหลังทุกข้อต้องตั้งให้ตรง บางคนนั่งโยกคลอน โยกมันอยู่นั่นล่ะ บางคนก็หมุน บางคนก็สั่นพั่บๆ เหมือนองค์จะลงซะอย่างนั้น  พยายามอย่าปล่อยใจไปกับสิ่งเร้า  เราต้องรู้ทันจิตตัดอารมณ์ตัดความรู้สึกนึกคิดให้ออกไปจนหมดสิ้น การงาน ลูก สามี ภรรยา วางลงไว้ข้างตัวซะก่อน กำหนดของสักหนึ่งสิ่งที่เป็นมงคลอะไรก็ได้ที่โยมนับถือ น้อมนำเข้ามาไว้ภายในร่างกาย และภาวนา ว่า สัมมาอะระหัง ยุบหนอพองหนอ หรือ พุทโธ  หายใจช้าๆ ตาเหลือกขึ้นเล็กน้อย ภาวนาไปเรื่อยๆ ในจิตก็ประคองสิ่งสมมุติไว้ไม่ให้หายไป ไม่ต้องพะวงกับสิ่งภายนอก ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง ไม่ต้องไปสนใจ แต่ไฟไหม้ต้องสนใจ ทำสมาธิต่อไปเรื่อยๆ  ไม่ต้องพะวงเรื่องเวลาจะมากหรือน้อยไม่สำคัญ ทำเท่าที่ทำได้  ขอแค่ให้ได้เข้าถึงสมาธิจริงๆ สักเสี้ยววินาทีก็ได้บุญมหาศาลแล้ว อาการปวดเมื่อยตามขามันจะชาจนเราไม่รู้สึกไปเองไม่ต้องสนใจ ทนต่อไป ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ สักพักเราจะเริ่มลืมสิ่งสมมุติ เราจะเริ่มลืมการท่องบ่น เราจะเริ่มลืมหายใจ ลมหายใจของเราจะเบาบางจนแทบไม่รู้สึกไม่ต้องตกใจ ทำสมาธิต่อไป เราจะเริ่มรู้สึกว่าร่างกายอยู่ห่างจากการควบคุมซะเหลือเกิน จะขยับมือจะกระดิกนิ้วก็ไม่อยากทำ อยากอยู่ในอารมณ์แบบนี้ตลอดไปจัง ให้เราคงสภาพแบบนี้ไว้    ไปเรื่อยๆ..............เรื่อยๆ........................เรื่อยๆ...............................เรื่อยๆ แล้วเมื่อเราจะพอเราก็ออกจากสมาธิ ความโล่งโปร่งความสบายใจก็จะเข้ามาแทนที่ ในใจก็บอกว่า พรุ่งนี้เอาอีก เอาให้ได้มากกว่าเดิมอีก เริ่มรู้สึกที่จะชอบการนั่งสมาธิซะแล้ว  สมาธิเป็นการพักผ่อนระดับลึกนะโยม โยมจะรู้สึกเหมือนกับว่าได้นอนพักผ่อนมาแล้วทั้งคืน  พระธุดงค์ก็ใช้การนั่งสมาธิแทนการนอน ถ้าในด้านวิทยาศาสตร์การนั่งสมาธิจนถึงจุดที่เรารู้สึกว่าเกิดความปิติ ความรู้สึกโปร่งจริงๆโล่งจังเลย  ตอนนั้นร่างกายของเรากำลังหลั่งสารชนิดนึง เค้าเรียก เอนดรอฟิน endorphin เจ้าสารนี้เป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันจะจับกับกับ รีเซ็ฟเตอร์ receptor ในสมองซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกันกับยาเสพติด ลักษณะจะคล้ายๆ กับฝิ่น ทำให้เกิดความสุข แต่เสพไปเถอะไม่เป็นอันตราย มันจะช่วยให้สมองของเราปลอดโปร่งจิตใจแช่มชื่น คิดอะไรก็ไม่ติดขัด  อาตมาอยากให้โยมฝึกฝนการนั่งสมาธิแบบสายกลาง ค่อยๆ ไปนะ อย่าหักโหมหรือใช้เทคนิคพิสดารแปลกใหม่ๆ อาตมาอยู่กับโรงพยาบาลโรคจิตโรคประสาทมาตลอด เห็นความเป็นไปมากมาย เกือบครึ่งมาจากการนั่งสมาธิฝึกจิตแบบนี้แหละอยากเห็นโน่น เห็นนี่ เห็นนรก สวรรค์ เห็นอดีตเห็นปัจจุบัน พวกร่างทรงก็เยอะ ส่วนที่เหลือก็เพ้อพกสติแตกรับไม่ได้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างกะทันหัน เพราะขาดอย่างเดียวคือ “สติ” ฉะนั้นทางสายกลาง ทำอะไรก็ให้กลางๆ นะโยม...  การนั่งสมาธิคือการสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตให้ทนกับสภาวะแวดล้อมต่างๆที่เข้ามากระทบ ฉะนั้นผู้ที่ไม่ฝึกสมาธิจึงรับกับสิ่งหนักๆในชีวิตได้ยาก 

 การนั่งสมาธิยังเป็นผลดีต่อสมองด้วย อาตมาได้ฟังจากผลการวิจัยจากต่างประเทศ เค้าสรุปผลว่า ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ สามารถรักษาได้โดยการนั่งสมาธินี้แหละ

การเดินจงกรม

        การเดินจงกรมเค้ากำลังสอนให้เรารู้จักเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี สอนให้รู้จักการปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นและทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นทีม แต่เท่าที่สังเกตุ อาตมาเห็นบางคน ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่ได้เข้ามาอยู่ร่วมกัน  ไม่รู้จักการปรับตัวเลย เดินเป็นม้าย่องท่าเดียวเลย การเดินจงกรมมี 4 แบบ แต่ละแบบการยกเท้าก็ต่างกัน  ถ้าอยู่หน้าสุดก็แซงหน้าคนอื่นๆ ไปหลายช่วงเลย  แต่พอกลับหนอๆ คราวนี้อยู่หลังสุด ก็ทำท่าจะเดินชนคนอื่น จนตัวเองต้องเดินถอยหลัง 2-3 ก้าว ออกมาอยู่เรื่อยๆ  นี่แหละคือการไม่รู้จักปรับตัว ยังยืดถือว่าตัวเองถูกต้องที่สุด การก้าวของตัวเองตรงที่สุด ไม่รู้จักปรับให้พอดีกับคนอื่น  บางคนก็เดินช้ามาก คนที่เดินช้าจะเป็นภาระของคนที่เดินตามหลังต้องช้าตามไปด้วย บางคนทนไม่ไหวกต้องแยกแถวออกมา นี้แหละคือการสอนให้เรารู้จักปรับตัว รู้จักมองคนอื่นๆ เราจึงจะก้าวไปด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง

เค้าสอนให้เรา ยก ย่าง เหยียบ ค่อยๆ เอาเท้าสัมผัสกับพื้นอย่างแผ่วเบา แบบนี้เค้ากำลังสอนให้เรารู้จักถนอมสภาพแวดล้อมและสิ่งต่างๆไว้ ถนอมหญ้า ถนอมดิน ถนอมหิน ถนอมทราย ถนอมทุกอย่างที่เราได้เหยียบลงไป  รวมถึงเวลาจะเดินให้ดูสัตว์ตัวเล็กๆ ด้วย ให้ระวังว่าเราจะเหยียบสัตว์ตัวน้อยๆ บ้างหรือเปล่า ใช่หรือไม่ แล้วเค้าก็ยังสอนอีกว่า ชีวิตเรามีขึ้นมีลงหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนไม่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือเราก็ต้องก้าวเดินต่อไป เราหยุดเดินไม่ได้ ถ้าหยุดเดินเท่ากับเราไม่มีชีวิต พื้นผิวที่เราก้าวเดินไปแต่ละช่วงไม่ได้ปูด้วยพรม แต่มัน เป็นดิน เป็นหิน เป็นทราย เป็นกิ่งไม้ใบไม้แห้ง เป็นหญ้า เป็นซีเมนต์ เป็นทางลาดยาง เป็นทางลูกรัง มีทั้งร้อน ทั้งเย็น ทั้งเปียกน้ำ ฉะนั้นเค้ากำลังสอนเราว่า ในแต่ละช่วงชีวิตเราจะต้องเจอกับอุปสรรคมากมายนานาประการ มีทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งสมหวัง ทั้งพลัดพราก ทั้งหัวเราะ ทั้งร้องไห้ ได้มาก็ดีใจ พลัดพลากก็เสียใจ แต่อุปสรรคทั้งหมดนี้ เราก็ต้องก้าวผ่านไปให้ได้ ถึงมันร้อนแค่ไหน จะต้องล้มลุกคลุกคลานแค่ไหน จะเจออุปสรรคทิ่มตำเราสักแค่ไหน เราก็ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ ในบางครั้งเราเดินบนหญ้านิ่มๆ ที่เค้าเพิ่งรดน้ำเสร็จใหม่ๆ มันทั้งนุ่มทั้งเย็น เราก็อย่าชะล่าใจ เพราะอาจจะมีเศษแก้ว ตะปู หิน ของมีคมต่างๆ ที่เรามองไม่เห็นตำเอา บางทีก็มีกลุ่มมดกัดเจ็บๆ รออยู่ บางทีก็มีตะขาบ  คอยแอบซุ่มอยู่ บางทีก็มีงูน้อยๆ อยู่แถวนั้น ใช่หรือไม่ ฉะนั้นบางช่วงชีวิตราบรื่นดีจัง ร่มเย็นดีจัง สงบสุขดีจัง เราก็อย่าชะล่าใจ ให้เรามีสติตั้งมั่นไว้ให้ดี ปัญหาใหญ่ๆ คอยซุ่มรอเราอยู่ รอคอยเพียงเวลาและโอกาสเท่านั้น ถูกมั้ย  

      ..มีใครขับรถเป็นบ้าง?? บางทีก็เหมือนเวลาที่เราขับรถ ถ้าให้โยมเลือกระหว่างถนนที่กว้างตรงยาวอย่างเดียว กับถนนที่คดเคี้ยวไปมาตามหน้าผาสูงชัน โยมว่าอย่างไหนอันตรายกว่ากัน ตอบในใจ... บางคนก็ว่าทางตรง บางคนก็ว่าทางคดเคี้ยว แต่ถ้าให้อาตมาตอบ อาตมาจะตอบว่าทางตรง อันตรายกว่า เพราะถนนที่ตรงยาวอย่างเดียวเลยคนขับรถมักจะประมาทไม่ทันระวังรถที่เป็นทางโท ไม่ทันระวังวัวควาย เห็นว่าโล่งกว้างจึงเหยียบสุดตีนเลย หรือบางทีก็อยากจะเอาชนะคันหน้าจะแซงท่าเดียว จึงทำควบคุมรถไว้ไม่ได้ เสียชีวิตไปเยอะแล้ว แต่กับถนนที่โค้งมันมีอันตรายรอบด้าน คดเคี้ยวไปมาตามหน้าผาสูงชัน คนขับจึงต้องใช้สติและความระมัดระวังเป็นพิเศษ เปอร์เซนต์การรอดตายจึงเยอะกว่าทางตรง ใช่หรือไม่ แต่ถ้าเมาแล้วขับรถตกเหวเองก็อีกเรื่องนึง พุทธองค์ห้ามไว้แล้วในศีลข้อ5 ไม่เชื่อเองก็ตายไปซะ   ชีวิตนี้โยมจะเห็นได้ว่ามีแต่ปัญหาวุ่นวายมากมายไม่เว้นแต่ละวัน เพราะเบื้องบนมักจะส่งบททดสอบมาให้กับผู้ที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตในการเป็นคนดี โดยเฉพาะการก้าวสู่เส้นทางธรรม  เพราะเบื้องบนต้องการเห็นว่า โยมจะทนได้มั้ย จะเก่งได้นานซักแค่ไหนกัน จะคุมจิตใจ จะเอาชนะปัญหาได้ด้วยสติหรือไม่ เก่งพอมั้ยที่จะกลับไปอยู่บนโลกข้างบน บางครั้งบททดสอบง่ายแสนง่าย บางครั้งบททดสอบยากแทบกระอักเลือด เราก็ต้องทำให้ผ่านไปให้ได้ บททดสอบบางบทเกิดกับพ่อแม่ พี่น้อง คนใกล้ตัวเราทั้งนั้น เราต้องใช้ความอดทน ใช้ปัญญา คิดและแก้ไข ใช้ทุกๆ อย่างที่เรามี ไขปัญหาทำให้มันผ่านไปให้ได้ด้วยตนเอง อย่าหวังพึ่งคนอื่นแล้วเบื้องบนก็จะอวยพรโยมเอง

การเดินจงกรม สอนให้กำหนดจิตไว้ที่เท้า นั่นเท่ากับว่า เค้ากำลังสอนให้เราใส่ใจ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามแต่ ให้เราใส่ใจในงานนั้นๆ เมื่อเปรียบเทียบงานสิ่งเดียวกัน กับคน 2 ประเภท  ประเภทแรกคือคนที่ทำเพื่อเงิน ประเภทที่สองคือคนทำงานด้วยใจ  ผลงานของคนทั้งจะไม่เหมือนกัน คนที่ทำงานด้วยใจผลงานจะละเอียดละเมียดละไม เพราะเน้นคุณภาพ แต่กับคนที่ทำงานเพื่อเงิน ผลงานจะออกมาหยาบ เพราะเน้นปริมาณ

       เรื่องเดินจงกรมยังมีอีกยังไม่จบ เค้าก็จะเรียงแถวตามอายุ  อาวุโสก็อยู่หน้าสุด 100-200 คน ก็เรียงกันไป อาตมาอยู่ต้นๆ แถว เพราะผู้ชายเค้าจะให้อยู่แถวหน้า ผู้ชายน้อยมากประมาณ 20 คน อาตมาก็แอบหันหลังกลับไปดู มองไล่จากหน้าแถวไปท้ายยยยแถว โน่นนนน ไกลลิบๆ เลย อาตมาเห็นภาพแบบนี้  ทำให้อาตมาคิดอะไรออกบางอย่าง การเดินตามแบบนี้การเรียงแถวแบบนี้ เค้ากำลังสอนให้ระวังเรื่องการสืบทอดต่างๆ ทำให้ดีๆนะ  บางครั้งอาตมาก็คิดได้ว่าเวลาที่เราเดินจงกรมตามๆ กันไป บางคนทิ้งระยะห่าง บางคนรักษาระยะได้ บางคนทิ้งไปซะจนไกลลิบเลย แถวมันเลยไม่เป็นระเบียบเลย ติดๆ ห่างๆ โย้ไป เย้มา ทั้งนี้ก็เป็นเพราะ เพศ อายุ ทัศนคติ  ความแตกต่างทางความคิด ที่เป็นเหตุทำให้เดินได้ไม่พร้อมกัน เพราะเราไม่เหมือนกับหุ่นยนต์ ที่เดินได้เป็นแถวเป็นแนว ฉะนั้นในเวลาที่เราเดินจงกรม ทางตรง ทางเลี้ยว อ้อมสิ่งกีดขวาง ทางคดเคี้ยว เราก็จะเดินได้ไม่ตรงตามรอยเท้าที่คนแรกเดินไว้ ฉะนั้นเราต้องระวังให้ดีในเรื่องของการสืบทอดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ศาสนา วัฒนธรรม หรือประเพณี เราจะต้องรักษาไว้ให้ได้อย่างดี และไม่ผิดเพี้ยนด้วย เพราะเพียงแค่เราเดินตามกันไปติดๆ เรายังเดินได้ไม่ตรงเลย แล้วนับประสาอะไรกับสิ่งที่เป็นศาสนา วัฒนธรรม และประเพณี ที่ต้องอาศัยการถ่ายทอดกันระหว่างคนแต่ละรุ่นต่อกันไปเรื่อยๆ เรามั่นใจได้อย่างไรว่าจะรักษาได้อย่างดี ถ้าเรามัวแต่ก้มหน้าก้มตาเดิน ไม่ได้แอบชำเลืองมองชาวบ้านเค้าเป็นยังไง เค้าถึงไหนกันแล้ว มันคงจะไม่ได้... จริงมั้ย    อาตมาไปๆ มาๆ บ้านโยมป้าที่อีสานแห่งนี้ ตั้งแต่อายุ 15 เห็นความเปลี่ยนของหมู่บ้านนี้นะ เปลี่ยนไปจนเราลืมวัฒนธรรมดั่งเดิม เครื่องบ่งชี้แห่งวัฒนธรรมของหมู่บ้าน ความเป็นภูมิปัญญาของหมู่บ้านของเราเริ่มจะหายไปเรื่อยๆ กี่กระตุกที่ทำจากไม้เริ่มหายไป กลายเป็นท่อ PVC เข้ามาแทน อาตมาจำได้ว่าเคยเห็นมีแทบทุกบ้าน  เครื่องตำข้าว เกวียน  เครื่องใช้ไม้สอย ฯลฯ ตอนนี้มันหายไปไหนหมด มันกลายเป็นความทันสมัยเข้ามาทดแทน เท่ากับว่าตอนนี้เรารักษามรดกคือภูมิปัญญาที่ ปู่ ย่า ตา ยาย ทิ้งเอาไว้ให้ไม่ได้นะ...   โยมป้าแต๋วของอาตมาคนนึงล่ะ น่าตีจริงๆ เอาครกตำข้าวไปเผาทิ้ง เพราะเห็นว่ามันไร้ค่ามันไม่มีประโยชน์ เกะกะบ้าน เค้ามีโรงสีข้าวแป๊บเดียวก็เสร็จ จะเอาไว้ทำไมครกใหญ่ก็ใหญ่เกะกะ อาตมาไม่ได้อยู่อีสานแท้ๆ ยังรู้สึกเสียดายแทนเลย รู้มั้ยของเหล่านี้มีค่ามากๆ กล่องข้าวน้อยยักษ์เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ อาตมาเห็นแล้วยังเสียดายเลย กลัวปลวกกิน ถ้าเป็นไปได้เราควรที่จะนำมรดกทางปัญญาเหล่านี้ เก็บรักษาไว้ในที่ใดที่หนึ่ง ในหมู่บ้านของเรานี่แหละ รักษามันไว้ให้ได้ครบทุกอย่าง บูรณะรักษาสิ่งเหล่านี้ไม่ให้ผุพังไป ให้รุ่นหลาน รุ่นเหลน ของเราได้เห็น ให้เป็นสถานที่ศึกษาทางมรดกทางวัฒนธรรมของหมู่บ้าน ไม่ต้องไปหวังพึ่งให้ที่อื่นเก็บ คนอื่นเก็บก็ไม่ดีเท่ากับเราเก็บ บ้านไหนจะทิ้งของเหล่านี้อย่าทิ้ง ให้เก็บไว้ก่อน ให้รอสถานที่เก็บรักษาแล้วเสร็จ จึงมารวบรวมไว้เป็นที่เดียวกันอาตมาขอตั้งชื่อไว้ให้ล่วงหน้าเลย  พิพิธภัณฑ์มรดกอีสาน (isan cultural heritage museum)

        การเดินจงกรม สอนเราว่า ศาสนาเป็นเรื่องของการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น เราเป็นนักปฏิบัติ เป็นเนกขัมมะสัมมาปฏิบัติ เรามีหน้าที่ ที่จะต้องบอกต่อในสิ่งที่เราได้รู้ ได้ปฏิบัติ ให้ผู้อื่นได้รับรู้ และจะต้องพาผู้อื่นเข้ามาปฏิบัติกับเรา และสิ่งสำคัญเรามีหน้าที่ ปลุกให้คนอื่นตื่น ไม่ใช่เราเอาตัวรอดเพียงคนเดียว แต่ไม่ใช่ไปเรียกเอ้ยๆ เช้าแล้วตื่นๆๆ อย่างนั้นไม่ใช่นะ   ตื่นในที่นี้คือ ทำให้เค้าได้สติ  ให้รู้ว่าเกิดมาไม่ได้เป็นลูกจ้างเค้าอย่างเดียวนะ ทำงานแต่เช้ากลับมาก็ดึกๆ เหนื่อยมากโดยที่เราแทบไม่ได้อะไรเลย ได้เงินมาต้นเดือน กลางเดือนมันก็จะหมดอีกล่ะ สูญเปล่า ชีวิตมันยังมีอย่างอื่นอีกเยอะแยะที่เราต้องรีบทำให้สำเร็จ ศาสนาอื่น ลัทธิอื่น เค้าเอาคนพุทธไปตั้งเท่าไหร่แล้ว เรารับศาสนาพุทธเอาไว้เพื่อที่จะเติมช่องว่างให้เต็ม ในทะเบียนบ้านกับบัตรประชาชน  เพราะไม่รู้จะเอาศาสนาอะไรดี เอาพุทธนี่แหละไม่ต้องทำอะไรง่ายดี แต่พอมีคนมาชวนเปลี่ยนศาสนาอื่นเถอะ พุทธนับถือไปมีแต่จน ศาสนาเราดีกว่าพุทธเยอะเลย นับถือแล้วมีแต่รวย  ก็จะเถียงกับเค้าว่าพุทธดีกว่า แต่นึกไม่ออกว่าพุทธดียังไง??  หลักคำสอนพุทธสอนอะไรเราบ้าง เราไม่รู้เลย เพราะเราไม่เคยเข้ามาสัมผัสจริงๆจังๆ เลยซักครั้ง ใช่มั้ย??  นี่แหละเป็นเหตุให้คนพุทธเราด้อยคุณภาพ และจะค่อยๆ ลดจำนวนลงไปทุกที เพราะเรามัวแต่ถือตัวว่าเราเป็นศาสนาที่ใหญ่กว่าชาวบ้าน ตัวเลขเปอร์เซอร์ ส่วนแบ่งทางการตลาดมากสุด จนเราไม่เคยพิจารณาจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองเลยเรามัวแต่ชะล่าใจ ฉะนั้นปรับปรุงตัวซะใหม่นะ

        เมื่อเราเดินจงกรม ให้โยมลองหันหลังกลับไปมองดูคนที่เดินต่อจากเรา เป็นสายเป็นทิวแถว ให้โยมระลึกไว้เสมอว่า เรายังมีบุคคลที่รอทวงหนี้กรรมกับเราอีกเป็นจำนวนมากนับไม่ถ้วน ถ้าเจ้ากรรมฯ ตามมาเกิดพร้อมๆกับเรา อาจจะเป็นคนใกล้ตัว เป็นลูก เป็นสามี เป็นภรรยา เป็นเพื่อนฝูง เป็นญาติพี่น้องฯลฯ เรายังพอคุยได้เคลียได้ แต่เจ้ากรรมฯ ที่ไม่ปรากฏให้เราเห็นเราจะเคลียกับเค้ายังไง เจ้ากรรมฯ เหล่านี้เค้าไม่ได้มากดกริ่งหน้าบ้านเรานะ “ติ้ง..ต๋อง..ทวงหนี้กรรมครับ คุณติดหนี้กรรมเราด้วยชีวิตนะครับ ส่งชีวิตของคุณมาซะดีๆ” เค้าไม่มาสุภาพแบบนี้หรอก  เวลาเจ้ากรรมฯ เค้าทวงหนี้จะเป็นในรูปของอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ โรคภัยไข้เจ็บ มีเหตุให้เสียทรัพย์ทีละมากๆ สูญเสียคนใกล้ตัว ยิ่งเดี๋ยวนี้โยมสังเกตมั้ยว่า มีคนตายหมู่กันมากเหลือเกิน  มีโรคภัยใหม่ๆเบียดเบียนกันมากเหลือเกิน ภัยพิบัติ ครั้งใหญ่ๆ มีบ่อยขึ้น ฯลฯ กลืนกินชีวิตมนุษย์ไปไม่รู้จักเท่าไหร่แล้ว สาเหตุที่เป็นแบบนี้เป็นเพราะโลกด้านล่างมันประทุ โยมยังมัวชะล่าใจอยู่แบบนี้อีกไม่ได้แล้ว อาตมาเองก่อนที่จะบวชอาตมาก็ได้ปฏิบัติตามที่ได้ว่าไว้แล้วทุกประการ ฉะนั้นให้โยมรีบเร่งสร้างบุญกุศลไว้ให้มากๆ อย่านอนใจ สะสมบุญกุศลไว้เพื่อให้เพียงพอเมื่อเค้ามาทวงจะได้พร้อมที่จะมีให้เค้า สิ่งที่หนักจะกลายเป็นเบา อาตมาจะแนะนำโยมนะ ทางลัดแห่งการสะสมบุญคือ “ปลุกให้คนเป็นผู้ตื่น” บุญอะไรก็ไม่แรงเท่า บุญที่ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เราเป็นมนุษย์เราต้องช่วยมนุษย์ ช่วยให้เค้าได้มองเห็นถึงความจริงแห่งชีวิตนะโยม

 

เราได้อะไรจากการสวดมนต์  การสวดมนต์สำคัญมาก โยมยังได้อะไรหลายอย่างจากตรงนั้น อย่างแรกคือได้อานิสงค์จากการสวดมนต์ อย่างที่สองได้ปัญญารู้วิธีแก้ไขปัญหาต่างๆ ของพุทธองค์ อย่างที่สามโยมได้สุขภาพร่างกายที่ดีจากภายใน...     ในเวลาที่โยมสวดมนต์การเปล่งเสียงดังๆ จะช่วยทำให้เราต้องหายใจเอาลมไปเก็บในปอดมากขึ้นอย่างเป็นจังหวะ  ก็จะทำให้การแลกเปลี่ยนอ๊อกซีเจนกับเม็ดเลือดแดงมีมากขึ้นตามไปด้วย เท่ากับเป็นการฟอกเลือดไปในตัว เราจึงรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเป่า ฉะนั้น ให้โยมสังเกตผู้ที่ไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำทุกวันไม่ได้ขาดเลย (จะให้ได้ผลต้องประมาณ ครึ่งชั่วโมงขึ้นไปนะ) สีหน้าผิวพรรณของคนเหล่านั้นจะผ่องใสอิ่มเอิบ ดูมีน้ำมีนวล ดูดีจัง นี่แหละคืออานิสงค์ทางอ้อมของการไหว้พระสวดมนต์  แต่ถ้าโยมสวดมนต์แบบ  สามมาอาราหาง พูดแผ่วๆ แทบจะไม่ได้ยิน ต้องเงี่ยหูฟัง ถ้าเป็นแบบนี้ไม่ได้ผลแน่นอน...  ในท่านั่งสวดมนต์ไม่ว่าจะเป็น การนั่งแบบเทพบุตร หรือ การนั่งแบบเทพธิดา หรือ การกราบแต่ละครั้ง โยมได้ฝึกโยคะไปในตัวนะ เคยเรียนโยคะกันรึเปล่า?? ขณะที่โยมก้มลงกราบเลือดในกายทั้งหมดจะไหลพรั่งพลูไปที่สมองหล่อเลี้ยงเส้นประสาททุกขดเลย โยมจะรู้สึกร้อนหู จะรู้สึกได้ ตอนที่กราบแล้วพูดว่า  “กาเยนะ วาจายะ วะเจตะสาวาฯ” ให้ก้มนานๆ ยิ่งดี แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นถ้าพรวดพราดจะมึนหัว การกราบพระทุกวันจะทำให้สมองของเราปลอดโปร่งโล่งสบาย นี่คือความแยบคายที่ซ่อนอยู่ในการสวดมนต์ ท่านั่งทุกท่าจะทำให้เส้นเอ็นข้อเข่าข้อเท้าต่างๆ ได้รับการยืดค้าง ถ้าโยมทำเป็นประจำตั้งแต่หนุ่มสาว ข้อเข่าข้อพับต่างๆ ได้รับการยืดออก เท่ากับว่าเป็นการบริหารข้อพับต่างๆ ไปในตัว เวลาที่เรานั่งกดทับนานๆ เลือดจะไม่เดิน แต่เมื่อเวลาเราขยับระบบเลือดจะทะลักเข้าไปในเส้นเลือดเหล่านั้น เลือดฉีดปี้ดจนเป็นตะคริวชาขยับไปไหนไม่ได้ มันจะค่อยๆ ทำความสะอาดสิ่งสกปรกภายในเส้นเลือดออกไปทีละน้อย และบริหารเส้นประสาทไปในตัว อาตมาแนะนำเวลานั่งพับเพียบ อย่าเปลี่ยนท่ากลับขวากลับซ้าย เพราะจะยิ่งทำให้โยมปวดมากกว่าเดิมและหัวเข่าก็จะบาดเจ็บได้ด้วย ให้นั่งท่าเดียวให้ได้ตลอด นั่งมันจนชา ชาแล้วชาอีก เป็นตะคริวแล้วเป็นตะคริวอีก จนมันหายชา จนมันหายเป็นตะคริว จนมันไม่รู้สึกเจ็บ นั่งไปซักพักโยมจะรู้ตำแหน่งที่ถูกเองว่าจะต้องนั่งแบบไหน แล้วเวลาใกล้จะลุกอย่างยกขาพรวดพราด ให้ค่อยๆ ขยับก้นขึ้นค่อยๆ ปล่อยเลือดมาทีละนิดๆ อย่าปล่อยเร็วมันจะเจ็บ ปล่อยเลือดมาจนความรู้สึกเริ่มกลับมาเป็นปกติโยมค่อยลุก

การสวดมนต์ไหว้พระ โยมจะได้รับการบำบัดทางจิตใจ เราได้กลิ่นธูปควันเทียน เมื่อเราสูดดมควันธูปหอม เทียนหอม จะช่วยในเรื่องของการผ่อนจิตคลายใจ นับว่าเป็นการบำบัดทางอารมณ์ด้วยกลิ่นอย่างแยบคายเช่นกัน สมัยพุทธกาลเค้ารู้จักการนำวิธีการแบบนี้มาใช้นานแล้ว แต่ปัจจุบันเพิ่งจะเป็นที่แพร่หลาย ที่เค้าเรียกกันว่า อะโรมาเทอราปี้ aromatherapy แต่จะได้ผลดีก็เฉพาะธูปและเทียนชั้นดีเท่านั้นนะโยม ธูป 5 บาท มันก็ได้แค่แสบตานะ

เรื่องการตื่นนอน ผู้ที่ปฏิบัติธรรม จะตื่นนอนกันประมาณ ตี 3-5 และจะเข้านอนประมาณ 2-3 ทุ่มไม่เกินนั้น   แต่นั้นดูเหมือนลำบาก แท้จริงแล้ว พอเราจับช่วงเวลามาเทียบ  การทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย จากด้านการแพทย์ กลับส่งเสริมสอดคล้องกันอย่างประหลาด  เวลาพวกนี้แหละที่จะทำให้มนุษย์มีสุขภาพที่ยืนยาวจากภายใน โดยที่ไม่ต้องกินยาหรือทำอะไรมากมายเลย เพียงแค่ปรับช่วงเวลาตื่น และช่วงเวลานอนเท่านั้นเอง

   เรื่องอาหารการกิน  ญาติโยมที่รับบาตรเวลาบวชเนกขัมมะสัมมาปฏิบัติ เวลาเลือกตักอาหารใส่บาตรอาหารข้าวขนมก็จะรวมกันปนกัน ใช่หรือไม่ จะสังเกตได้ว่า การกินอาหารก็สอนเราเช่นกัน กินอาหารแค่มื้อเดียวเราก็มีชีวิตอยู่ได้ ไม่ต้องกินจุกกินจิกเราก็อยู่ได้ กินอะไรก็ได้เราก็อยู่ได้ ไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันในเรื่องของการกินเราก็อยู่ได้ และพุทธองค์ยังฝากไว้อ้อมๆ คือ “เรากินแค่อิ่ม” เท่านี้ชีวิตเราก็อยู่ได้อย่างสงบสุข เป็นการระงับตัดเสียซึ่งต้นเหตุแห่งความโลภความฟุ้งเฟ้อ ที่จะเกิดขึ้นภายหลัง  มองในด้านวิทยาศาสตร์ การกินเมื้อเดียวเพียงพอและเหมาะสมกับร่างกายแล้ว   ยิ่งอายุมากร่างกายเราจะเริ่มไม่รับสารอาหารแล้ว สำหรับผู้ใหญ่ถ้าทำได้จะเป็นการลดการสะสมสารอาหารที่เกินความจำเป็นที่ร่างกายต้องการ จะทำให้มีสุขภาพแข็งแรงยืนยาวขึ้นอีก  สำหรับเรื่อง ทำไมควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ บทความนี้ต้องอ่านเฉพาะสำหรับผู้ที่สนใจ  พอรับประทานอาหารกันเสร็จแล้ว ก็ต้องปฏิบัติธรรม เดินช้าๆ อย่างเดินจงกรมเป็นต้น จะช่วยให้ร่างกายย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่ติดบุหรี่ เหล้า สิ่งเสพติดต่างๆ การมาปฏิบัติธรรม ย่อมเป็นการกดกิเลสบังคับใจ ข่มใจ ให้สู้กับความอยากของร่างกาย ซึ่งกำลังโดนเจ้าสิ่งนี้มากระตุ้น ถ้าทำได้จะเป็นการสอนให้เราคิดได้ว่า เราไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ เราก็มีชีวิตอยู่ได้ แล้วทำไมเราจะยังรับเข้ามาใส่ในร่างกายของเราอีก ทำไมเราจะต้องเสียเงินกับสิ่งเหล่านี้อีก ลองกลับไปคำนวนเงินที่ต้องจ่ายกับสิ่งเหล่านี้ดู ไม่ใช่น้อยนะ สู้เก็บเงินไว้ให้ลูกได้เรียนหนังสือ ซื้อขนมไม่ดีกว่าหรือ  ถ้าความกตัญญูของเรายังมีอยู่ ให้จงรู้ไว้ว่า กายเนื้อทุกส่วน ชิ้นเนื้อทุกชิ้น เป็นของที่พ่อและแม่เค้ามอบไว้ให้ เรามีหน้าที่ดูแลรักษาสิ่งที่พ่อแม่มอบไว้ให้ ถ้าเราอยากให้พ่อแม่เสียใจเราไม่ควรทำอะไร ถ้าเราอยากให้พ่อแม่ดีใจเราควรที่จะทำอะไร อาตมาจะไม่สอนให้หยุดเถอะ เลิกเถอะ ให้เค้าคิดได้เอง แต่ถ้าเค้าทำไม่ได้เลิกไม่ได้ สักวันเมื่อเค้าโตเป็นผู้ใหญ่มีครอบครัว กรรมที่เค้าได้สร้างไว้กับตัวเอง มันจะตกไปสู่ลูกเค้าอีกต่อนึง ถึงวันนั้น เค้าก็จะนึกได้ว่า พ่อแม่เราคงจะรู้สึกแบบนี้ ซึ่งเค้าเองก็ไม่สามารถที่จะสอนลูกได้ เพราะลูกไม่เชื่อหรอก ขนาดพ่อแม่ยังทำแล้วทำไมผมจะทำบ้างไม่ได้ ซึ่งเค้าเองจะสำนึกได้ก็สายไปแล้ว เราไม่น่าทำเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นเลย ไม่น่าเลยจริงๆ ฉะนั้นโยมติดสิ่งเสพติดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหล้า บุหรี่ กัญชา ยาบ้า ฯลฯ กรรมไม่ได้เกิดกับโยมเองเท่านั้น มันยังลงไปที่ลูกหลานของโยมด้วย เคยคิดสงสารเค้าบ้างมั้ย อยากให้เค้าเป็นแบบเราจริงๆ หรือ ถ้าโยมสงสารเค้าและรักเค้าจริง ต้องเลิกยุ่งเกี่ยวกับมันให้ได้โดยเด็ดขาด     ใช่หรือไม่  นับว่าเป็นโชคของอาตมาที่ได้เกิดเป็นลูกของโยมพ่อ อาตมามีตัวอย่างที่ดีที่สุดอยู่ในบ้าน โยมพ่อของอาตมาวัยรุ่นก็เคยลองหมดเหมือนกัน โยมพ่อเคยเล่าให้ฟัง พ่อเองก็ไม่ได้เป็นคนดิบดีอะไร แต่เมื่อรู้ตัวว่าเป็นพ่อคนแล้ว ก็ไม่เคยทำตัวอย่างที่ไม่ดีให้ลูกเห็นเลย อาตมาจึงไม่เคยสูบบุหรี่ ไม่เคยกินเหล้า ไม่เคยลองยาเสพติด และยังเป็นภูมิต้านทานให้เราทนต่อสภาพแวดล้อมได้อีกด้วย เพื่อนอาตมาก็ชวนนะ ลองดูดิ ซะหน่อยน่า แล้วจะติดใจ อาตมาตอบว่า “ไม่ดีกว่า พ่อเรายังไม่เคยสอนให้เราทำเลย นายเป็นใครมาสอนให้เราทำ” การที่มีตัวอย่างที่ดีอยู่ในบ้านเป็นการสอนที่ดีที่สุด รักกันจริงต้องเลิกให้ได้ ใช่หรือไม่

       ในการกระบวนการปฏิบัติธรรม ทั้ง 9 วัน 9 คืน มีแบบทดสอบประเมินผลว่าผ่านหรือไม่ผ่าน สังเกตุได้ง่ายๆดังนี้  ผู้ที่ปฏิบัติธรรม จะต้องเป็นผู้ที่ใจเย็น  มีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่  ไม่พูดจากไร้สาระเรื่อยเปื่อย  ไม่นินทาว่าร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย  วางตัวดีเหมาะสม   ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นและสังคม  รู้จักการสร้างเหตุที่ดี  ฯลฯ เหล่านี้คือผู้ที่สอบผ่าน  แล้วผู้ที่สอบไม่ผ่านล่ะ กลับบ้านไปแล้ว ด่าสามี  เล่นการพนัน  เล่นหวย ยังทำสิ่งที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสังคม นั่งจับกลุ่มนินทาชาวบ้าน  ไม่ว่าจะปฏิบัติมา100 ปี  นั่นถือว่ายังไม่ผ่านหลักสูตรโรงเรียนพุทโธ  

สรุป พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นพ่อของเราอย่างแท้จริงเลย คือดูแลด้านความคิด  วิธีคิด  การปฏิบัติตัว  การกิน การอยู่  การศึกษา  ฯลฯ  แล้วจะมีลูกๆ ซักกี่คนที่เข้าใจพ่อที่ดีแบบนี้บ้าง  แต่ยังไงพ่อก็ยังรักลูกแหละ  แต่ลูกเองไม่เคยเข้าใจพ่อ  พ่อก็ช่วยไม่ได้  ทางแก้คือ เป็นลูกที่ดีเชื่อฟังพ่อซะ แล้วก็จะสำเร็จเหมือนพ่อ

บทความโดย ธรรมสาทโร ภิกขุ   เทศนาออกอากาศ วิทยุชุมชนเทพนิมิตมงคล 98.25 Mhz

 วันเสาร์ที่ 5 มกราคม 2551

copy ข้อมูลมาจาก  www.watisan.com  วัดอีสานดอทคอม

ยินดีเผยแพร่แต่ต้อง copy ข้อความทั้งหมด และกรุณาอย่าเปลี่ยนแปลงข้อความ





สถาบันกวดวิชาจุฬาติวเตอร์ กวดวิชา CU-AAT CU-TEP CU-BEST SMART-I SMART-II   สยามบุรีทราเวลทัวร์ พาทัวร์ทั่วไทย เที่ยวทุกทิศทั่วไทยไปกับสยามบุรี ด้วย
35 หลักสูตรของโมติวา  องค์กรของท่านจะทยานสู่เป้าหมายสูงสุดที่วางไว้  

  Monstersfactor We are the top designer and manufacturer of Punk Custom T Shirt, Graphic T Shirt. with an exclusive range of tshirts hell online plus the best customer service.

 ศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย enterTraining.in.th ThaiPortfolio.com - Portfolio เพื่อนักพัฒนาไทย สถาบันกวดวิชาจุฬาติวเตอร์ สอนพิเศษ เรียนพิเศษ สอนที่บ้าน เรียนที่บ้าน กวดวิชาที่บ้าน ติวที่บ้าน สอนพิเศษ เรียนพิเศษ กวดวิชา  

 สินค้าพรีเมี่ยม พรีเมี่ยม ของพรีเมี่ยม โฆษณาประกาศซื้อขาย ร้านค้าออนไลน์ สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า นาฬิกา กล่องผ้าไหม  Knang Makeup Artist มืออาชีพ บริการแต่งหน้า ทำผม ทั้งในและนอกสถานที่ แต่งหน้าเจ้าสาว แต่งหน้านางแบบ แต่งหน้ารับปริญญา รวมทั้งสอนแต่งหน้าตัวเอง clip vdo สอนแต่งหน้า 
© 2010 All Rights Reserved
Powered by
www.trainingbymotiva.com