|
อาตมาจะยกตัวอย่างการได้บุญ ของผู้มาปฏิบัติธรรม เอาเป็นดอนเจ้าปู่แล้วกัน เพิ่งผ่านมาสดๆร้อน อาตมากำหนดนิยามว่านั้นคือโรงเรียนพุทโธ เพื่อที่จะเรียนจบออกมาแล้วเป็นพุทธะ เราจะเรียนรู้จากธรรมชาติ นอนกลางดิน กินกลางทราย ใช้ชีวิต 9 วัน 9 คืน กับธรรมชาติ เราจะใช้ธรรมชาติเป็นผู้สอนเรา เป็นครูของเรา ในการเรียนของโรงเรียนแห่งนี้มีขั้นตอนอยู่ 3 ขั้นตอนเท่านั้นเอง คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น และผู้เบิกบาน ในขั้นแรกคือเรียนให้เป็นผู้รู้ ขั้นที่สองรู้เสร็จแล้วนำความรู้ที่ได้มาปฏิบัติเราจึงจะเป็นผู้ตื่น จากนั้นก็จะได้ขั้นที่สามโดยอัตโนมัติ คือผู้เบิกบาน คือได้รับผลของการปฏิบัติ หรือการปฏิบัตินั้นส่งผล เท่ากับว่า เรากำลังเลียนแบบ เดินตามรอยขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ก็เท่ากับว่าขณะนี้เราได้เดินตามรอยเท้าพ่ออยู่ พ่อคิดอย่างไร เราคิดอย่างนั้น พ่อทำอย่างไร เราทำอย่างนั้น พ่อได้ผลอย่างไร เราก็จักได้ผลอย่างนั้นเช่นกัน เมื่อนั้นเราก็จะมีโอกาสกลับขึ้นไปดินแดนเดิมที่เราเคยลงมา และถ้าโยมทำได้อย่างที่อาตมาพูดดังนี้ ไม่ว่าจะไปปฏิบัติธรรมที่ไหนก็แล้วแต่ ตัวโยมเองก็ไม่ต่างอะไรกับ พุทธะเดินดิน จริงมั้ยโยม
เมื่อผ่านทั้งสามขั้นแล้ว เราจะรู้ 2 ประการใหญ่ๆ คือ 1. ทางออกแห่งจิต 2.ทางออกในการดำเนินชีวิต ในทางออกแห่งจิตอาตมาไม่พูดถึงเพราะเป็นเรื่องที่ รู้ได้เฉพาะตน ต้องศึกษาเอาเอง แต่อาตมาจะขอเป็นครูที่แย่หน่อย เพราะเฉลยข้อสอบ ข้อที่ 2 คือ ทางออกในการดำเนินชีวิต ว่าพระพุทธเจ้าทรงสอดแทรกอะไรไว้บ้าง
เอาเรื่องสมาธิก่อน
การที่เรานั่งเฉยๆ นั่งนิ่งๆ แต่อาตมาเคยถามโยมบางคนนะว่าเวลาที่ นั่งสมาธิ โยมได้อะไรบ้างจากสมาธิ บางคนก็บอกว่า โอ้ยสงบค่ะ แต่บางทีเห็นภาพต่างๆ มันเป็นแสงขาวๆ สีๆ วิ่งไปวิ่งมา จะเห็นเลขด้วยค่ะ กำลังจะชัดแล้วเชียว บางทีก็เห็นเป็นเรื่องเป็นราวเลย นั่นไง อาตมาก็อมยิ้มอยู่ในใจ เรื่องอานิสงส์จากการนั่งสมาธิอาตมาไม่กล่าว เพราะมีคนกล่าวไว้เยอะแล้ว แต่อาตมากำลังจะชี้ให้มองในอีกแง่มุมนึง คือการวิเคราะห์ว่า เราได้ข้อคิดอะไรจากการนั่งสมาธิ โยมคิดตามนะ แท้ที่จริงเค้ากำลังสอนให้เรา หยุดคิด หยุดทำ หยุดขวนขวายเสียบ้าง เราก็ไม่ตาย เค้ากำลังสอนให้เรารู้จักความพอเพียง เพราะชีวิตเราไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้แล้ว ขอแค่มีลมหายใจเพียงเบาๆ รับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เราก็สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้ แล้วเรายังจะต้องการอะไรอีก... เรานั่งสมาธิทั้งวันทั้งคืนไม่ต้องกินอะไรเราก็สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้ ใช่หรือไม่...
การนั่งสมาธิที่ถูกต้องจะต้องไม่เห็นภาพอะไรทั้งสิ้นนะ ไม่กังวลไม่ว๊อกแว๊ก ตั้งกายให้ตรง กระดูกสันหลังทุกข้อต้องตั้งให้ตรง บางคนนั่งโยกคลอน โยกมันอยู่นั่นล่ะ บางคนก็หมุน บางคนก็สั่นพั่บๆ เหมือนองค์จะลงซะอย่างนั้น พยายามอย่าปล่อยใจไปกับสิ่งเร้า เราต้องรู้ทันจิตตัดอารมณ์ตัดความรู้สึกนึกคิดให้ออกไปจนหมดสิ้น การงาน ลูก สามี ภรรยา วางลงไว้ข้างตัวซะก่อน กำหนดของสักหนึ่งสิ่งที่เป็นมงคลอะไรก็ได้ที่โยมนับถือ น้อมนำเข้ามาไว้ภายในร่างกาย และภาวนา ว่า สัมมาอะระหัง ยุบหนอพองหนอ หรือ พุทโธ หายใจช้าๆ ตาเหลือกขึ้นเล็กน้อย ภาวนาไปเรื่อยๆ ในจิตก็ประคองสิ่งสมมุติไว้ไม่ให้หายไป ไม่ต้องพะวงกับสิ่งภายนอก ฝนจะตก ฟ้าจะร้อง ไม่ต้องไปสนใจ แต่ไฟไหม้ต้องสนใจ ทำสมาธิต่อไปเรื่อยๆ ไม่ต้องพะวงเรื่องเวลาจะมากหรือน้อยไม่สำคัญ ทำเท่าที่ทำได้ ขอแค่ให้ได้เข้าถึงสมาธิจริงๆ สักเสี้ยววินาทีก็ได้บุญมหาศาลแล้ว อาการปวดเมื่อยตามขามันจะชาจนเราไม่รู้สึกไปเองไม่ต้องสนใจ ทนต่อไป ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ สักพักเราจะเริ่มลืมสิ่งสมมุติ เราจะเริ่มลืมการท่องบ่น เราจะเริ่มลืมหายใจ ลมหายใจของเราจะเบาบางจนแทบไม่รู้สึกไม่ต้องตกใจ ทำสมาธิต่อไป เราจะเริ่มรู้สึกว่าร่างกายอยู่ห่างจากการควบคุมซะเหลือเกิน จะขยับมือจะกระดิกนิ้วก็ไม่อยากทำ อยากอยู่ในอารมณ์แบบนี้ตลอดไปจัง ให้เราคงสภาพแบบนี้ไว้ ไปเรื่อยๆ..............เรื่อยๆ........................เรื่อยๆ...............................เรื่อยๆ แล้วเมื่อเราจะพอเราก็ออกจากสมาธิ ความโล่งโปร่งความสบายใจก็จะเข้ามาแทนที่ ในใจก็บอกว่า พรุ่งนี้เอาอีก เอาให้ได้มากกว่าเดิมอีก เริ่มรู้สึกที่จะชอบการนั่งสมาธิซะแล้ว สมาธิเป็นการพักผ่อนระดับลึกนะโยม โยมจะรู้สึกเหมือนกับว่าได้นอนพักผ่อนมาแล้วทั้งคืน พระธุดงค์ก็ใช้การนั่งสมาธิแทนการนอน ถ้าในด้านวิทยาศาสตร์การนั่งสมาธิจนถึงจุดที่เรารู้สึกว่าเกิดความปิติ ความรู้สึกโปร่งจริงๆโล่งจังเลย ตอนนั้นร่างกายของเรากำลังหลั่งสารชนิดนึง เค้าเรียก เอนดรอฟิน endorphin เจ้าสารนี้เป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันจะจับกับกับ รีเซ็ฟเตอร์ receptor ในสมองซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกันกับยาเสพติด ลักษณะจะคล้ายๆ กับฝิ่น ทำให้เกิดความสุข แต่เสพไปเถอะไม่เป็นอันตราย มันจะช่วยให้สมองของเราปลอดโปร่งจิตใจแช่มชื่น คิดอะไรก็ไม่ติดขัด อาตมาอยากให้โยมฝึกฝนการนั่งสมาธิแบบสายกลาง ค่อยๆ ไปนะ อย่าหักโหมหรือใช้เทคนิคพิสดารแปลกใหม่ๆ อาตมาอยู่กับโรงพยาบาลโรคจิตโรคประสาทมาตลอด เห็นความเป็นไปมากมาย เกือบครึ่งมาจากการนั่งสมาธิฝึกจิตแบบนี้แหละอยากเห็นโน่น เห็นนี่ เห็นนรก สวรรค์ เห็นอดีตเห็นปัจจุบัน พวกร่างทรงก็เยอะ ส่วนที่เหลือก็เพ้อพกสติแตกรับไม่ได้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในชีวิตอย่างกะทันหัน เพราะขาดอย่างเดียวคือ สติ ฉะนั้นทางสายกลาง ทำอะไรก็ให้กลางๆ นะโยม... การนั่งสมาธิคือการสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตให้ทนกับสภาวะแวดล้อมต่างๆที่เข้ามากระทบ ฉะนั้นผู้ที่ไม่ฝึกสมาธิจึงรับกับสิ่งหนักๆในชีวิตได้ยาก |
การนั่งสมาธิยังเป็นผลดีต่อสมองด้วย อาตมาได้ฟังจากผลการวิจัยจากต่างประเทศ เค้าสรุปผลว่า ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ สามารถรักษาได้โดยการนั่งสมาธินี้แหละ
การเดินจงกรม
การเดินจงกรมเค้ากำลังสอนให้เรารู้จักเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี สอนให้รู้จักการปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นและทำงานอย่างเป็นระบบ เป็นทีม แต่เท่าที่สังเกตุ อาตมาเห็นบางคน ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายที่ได้เข้ามาอยู่ร่วมกัน ไม่รู้จักการปรับตัวเลย เดินเป็นม้าย่องท่าเดียวเลย การเดินจงกรมมี 4 แบบ แต่ละแบบการยกเท้าก็ต่างกัน ถ้าอยู่หน้าสุดก็แซงหน้าคนอื่นๆ ไปหลายช่วงเลย แต่พอกลับหนอๆ คราวนี้อยู่หลังสุด ก็ทำท่าจะเดินชนคนอื่น จนตัวเองต้องเดินถอยหลัง 2-3 ก้าว ออกมาอยู่เรื่อยๆ นี่แหละคือการไม่รู้จักปรับตัว ยังยืดถือว่าตัวเองถูกต้องที่สุด การก้าวของตัวเองตรงที่สุด ไม่รู้จักปรับให้พอดีกับคนอื่น บางคนก็เดินช้ามาก คนที่เดินช้าจะเป็นภาระของคนที่เดินตามหลังต้องช้าตามไปด้วย บางคนทนไม่ไหวกต้องแยกแถวออกมา นี้แหละคือการสอนให้เรารู้จักปรับตัว รู้จักมองคนอื่นๆ เราจึงจะก้าวไปด้วยกันอย่างพร้อมเพรียง
เค้าสอนให้เรา ยก ย่าง เหยียบ ค่อยๆ เอาเท้าสัมผัสกับพื้นอย่างแผ่วเบา แบบนี้เค้ากำลังสอนให้เรารู้จักถนอมสภาพแวดล้อมและสิ่งต่างๆไว้ ถนอมหญ้า ถนอมดิน ถนอมหิน ถนอมทราย ถนอมทุกอย่างที่เราได้เหยียบลงไป รวมถึงเวลาจะเดินให้ดูสัตว์ตัวเล็กๆ ด้วย ให้ระวังว่าเราจะเหยียบสัตว์ตัวน้อยๆ บ้างหรือเปล่า ใช่หรือไม่ แล้วเค้าก็ยังสอนอีกว่า ชีวิตเรามีขึ้นมีลงหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนไม่แน่นอน แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือเราก็ต้องก้าวเดินต่อไป เราหยุดเดินไม่ได้ ถ้าหยุดเดินเท่ากับเราไม่มีชีวิต พื้นผิวที่เราก้าวเดินไปแต่ละช่วงไม่ได้ปูด้วยพรม แต่มัน เป็นดิน เป็นหิน เป็นทราย เป็นกิ่งไม้ใบไม้แห้ง เป็นหญ้า เป็นซีเมนต์ เป็นทางลาดยาง เป็นทางลูกรัง มีทั้งร้อน ทั้งเย็น ทั้งเปียกน้ำ ฉะนั้นเค้ากำลังสอนเราว่า ในแต่ละช่วงชีวิตเราจะต้องเจอกับอุปสรรคมากมายนานาประการ มีทั้งสุข ทั้งทุกข์ ทั้งสมหวัง ทั้งพลัดพราก ทั้งหัวเราะ ทั้งร้องไห้ ได้มาก็ดีใจ พลัดพลากก็เสียใจ แต่อุปสรรคทั้งหมดนี้ เราก็ต้องก้าวผ่านไปให้ได้ ถึงมันร้อนแค่ไหน จะต้องล้มลุกคลุกคลานแค่ไหน จะเจออุปสรรคทิ่มตำเราสักแค่ไหน เราก็ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ ในบางครั้งเราเดินบนหญ้านิ่มๆ ที่เค้าเพิ่งรดน้ำเสร็จใหม่ๆ มันทั้งนุ่มทั้งเย็น เราก็อย่าชะล่าใจ เพราะอาจจะมีเศษแก้ว ตะปู หิน ของมีคมต่างๆ ที่เรามองไม่เห็นตำเอา บางทีก็มีกลุ่มมดกัดเจ็บๆ รออยู่ บางทีก็มีตะขาบ คอยแอบซุ่มอยู่ บางทีก็มีงูน้อยๆ อยู่แถวนั้น ใช่หรือไม่ ฉะนั้นบางช่วงชีวิตราบรื่นดีจัง ร่มเย็นดีจัง สงบสุขดีจัง เราก็อย่าชะล่าใจ ให้เรามีสติตั้งมั่นไว้ให้ดี ปัญหาใหญ่ๆ คอยซุ่มรอเราอยู่ รอคอยเพียงเวลาและโอกาสเท่านั้น ถูกมั้ย
..มีใครขับรถเป็นบ้าง?? บางทีก็เหมือนเวลาที่เราขับรถ ถ้าให้โยมเลือกระหว่างถนนที่กว้างตรงยาวอย่างเดียว กับถนนที่คดเคี้ยวไปมาตามหน้าผาสูงชัน โยมว่าอย่างไหนอันตรายกว่ากัน ตอบในใจ... บางคนก็ว่าทางตรง บางคนก็ว่าทางคดเคี้ยว แต่ถ้าให้อาตมาตอบ อาตมาจะตอบว่าทางตรง อันตรายกว่า เพราะถนนที่ตรงยาวอย่างเดียวเลยคนขับรถมักจะประมาทไม่ทันระวังรถที่เป็นทางโท ไม่ทันระวังวัวควาย เห็นว่าโล่งกว้างจึงเหยียบสุดตีนเลย หรือบางทีก็อยากจะเอาชนะคันหน้าจะแซงท่าเดียว จึงทำควบคุมรถไว้ไม่ได้ เสียชีวิตไปเยอะแล้ว แต่กับถนนที่โค้งมันมีอันตรายรอบด้าน คดเคี้ยวไปมาตามหน้าผาสูงชัน คนขับจึงต้องใช้สติและความระมัดระวังเป็นพิเศษ เปอร์เซนต์การรอดตายจึงเยอะกว่าทางตรง ใช่หรือไม่ แต่ถ้าเมาแล้วขับรถตกเหวเองก็อีกเรื่องนึง พุทธองค์ห้ามไว้แล้วในศีลข้อ5 ไม่เชื่อเองก็ตายไปซะ ชีวิตนี้โยมจะเห็นได้ว่ามีแต่ปัญหาวุ่นวายมากมายไม่เว้นแต่ละวัน เพราะเบื้องบนมักจะส่งบททดสอบมาให้กับผู้ที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิตในการเป็นคนดี โดยเฉพาะการก้าวสู่เส้นทางธรรม เพราะเบื้องบนต้องการเห็นว่า โยมจะทนได้มั้ย จะเก่งได้นานซักแค่ไหนกัน จะคุมจิตใจ จะเอาชนะปัญหาได้ด้วยสติหรือไม่ เก่งพอมั้ยที่จะกลับไปอยู่บนโลกข้างบน บางครั้งบททดสอบง่ายแสนง่าย บางครั้งบททดสอบยากแทบกระอักเลือด เราก็ต้องทำให้ผ่านไปให้ได้ บททดสอบบางบทเกิดกับพ่อแม่ พี่น้อง คนใกล้ตัวเราทั้งนั้น เราต้องใช้ความอดทน ใช้ปัญญา คิดและแก้ไข ใช้ทุกๆ อย่างที่เรามี ไขปัญหาทำให้มันผ่านไปให้ได้ด้วยตนเอง อย่าหวังพึ่งคนอื่นแล้วเบื้องบนก็จะอวยพรโยมเอง
การเดินจงกรม สอนให้กำหนดจิตไว้ที่เท้า นั่นเท่ากับว่า เค้ากำลังสอนให้เราใส่ใจ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามแต่ ให้เราใส่ใจในงานนั้นๆ เมื่อเปรียบเทียบงานสิ่งเดียวกัน กับคน 2 ประเภท ประเภทแรกคือคนที่ทำเพื่อเงิน ประเภทที่สองคือคนทำงานด้วยใจ ผลงานของคนทั้งจะไม่เหมือนกัน คนที่ทำงานด้วยใจผลงานจะละเอียดละเมียดละไม เพราะเน้นคุณภาพ แต่กับคนที่ทำงานเพื่อเงิน ผลงานจะออกมาหยาบ เพราะเน้นปริมาณ |