Home Web Board Contact Us About Us
Main Menu
ตัวอย่าง บริษัท / องค์กร ที่จัดทำ IN-HOUSE
สมัครสมาชิก
กิจกรรมฝึกอบรม
แนะนำวิทยากร
สำรองที่ / registration
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
download แบบฟอร์ม
ตารางการอบรม 2553 -2554 (link)
ตารางอบรม 2553 - 2554
รายการหลักสูตร In-house
เอกสารสำรองที่.doc
เอกสารสำรองที่.pdf
แผนที่โรงแรม
เส้นทาง BTS - MRT
โรงแรมลันตานา รีสอร์ท
โรมแรมเวโรนิก้า
โรงแรมออลซีซั่นส์ โกลด์ ออร์คิด
Princeton Park Suite
สาระความรู้
ห้องสมุดกฎหมาย
ห้องสมุดดิจิตอล
ดิกชั่นนารี่ออนไลน์

เวลาคือโอกาส

   

 เวลา เป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มา ทุกคนมีเวลาคนละยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากัน ผู้ที่ร่ำรวยเงินทองและยศศักดิ์ ก็มีเวลาเท่ากับผู้ที่เป็นยาจกขอทาน เวลาคือโอกาส ถ้าจะให้อาตมาเปรียบเทียบ เวลา เปรียบเหมือนสายป่าน เหมือนว่าวของอีสานที่เรียกว่า ว่าว ธะ-นู๋ เหมือนเรากำลังยืนเล่นว่าวที่หน้าผาสูงชัน มีลมพัดเย็นๆ สม่ำเสมอ ลมแรงบ้าง ลมโชยบ้าง แต่ก็มีลม ได้จังหวะเราก็ปล่อยว่าวให้ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่มีสายป่านยาวก็มีโอกาสที่ว่าวของตนจะติดลมบน และถ้าสายป่านยาวพอว่าวก็ลอยขึ้นไปได้สูงอีก ขึ้นไปอยู่ลมบนอีกขั้น ลอยค้างอยู่บนนั้นได้นานเลย  แต่สำหรับผู้ที่มีสายป่านสั้น โอกาสที่ว่าวจะติดลมบนก็น้อย แต่ถ้าเค้าวิ่งล่ะ วิ่งเร็วขึ้นๆ ว่าวนั้นก็มีโอกาสติดลมบนได้เช่นกัน แต่มันก็ไม่แน่เสมอไปนะ  ในทางกลับกัน หากผู้ที่มีสายป่านยาว คือมีอายุยืน แต่ใน  ขณะที่มีชีวิตสร้างกรรมไว้มาก ไม่เคยช่วยเหลือใคร ไม่เคยทำบุญ ทำทาน ไม่รู้จักการให้ กรรมเหล่านั้นจะพอกหางว่าวหนักขึ้นๆ  ว่าวนั้นก็จะตกสู่เหวลึก ลึกไปเรื่อยๆ ตามความหนักของกรรมที่ก่อไว้  แต่ถ้าคนอายุน้อย พยายามสร้างบุญทั้งแรงกายและแรงอย่างอื่น กรรมดีเหล่านั้นจะหนุนนำคนๆนั้นให้ขึ้นสูงจนติดลมบนได้เช่นกัน ฉะนั้นการเร่งทำความดีจึงไม่เกี่ยวกับอายุเลย วัยไหนก็ทำได้ จริงมั้ย ที่อาตมาเปรียบเทียบว่าวโยมเข้าใจมั้ยว่าคืออะไร บางคนเข้าใจ บางคนไม่เข้าใจ ถ้าอย่างนั้นอธิบายเพิ่ม  สายป่านคือ อายุ  ว่าวคือโยม  ลมบนคือโลกหน้าที่สงบสุข  ผู้ที่มีอายุยังน้อย อาตมาไม่ได้ว่าอายุสั้นนะ  อายุน้อยคือช่วง วัยรุ่น วัยทำงาน วัยกลางคน รู้จักหน้าที่ รู้จักสร้างเหตุที่ดี อาจจะไม่ช่วยด้วยเงิน แต่ช่วยด้วยแรง นั่นก็ได้บุญเหมือนกัน ฉะนั้นอายุยังน้อยนี่แหละดีที่สุด มีปัญญา มีแรง มีเงิน จงใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามี ทำเพื่อตัวเองจริงๆซักที เพราะที่ผ่านมาเราทำเพื่อคนอื่นทั้งสิ้นนะ บางคนเรียนสูงจนถึงระดับ Dr. ได้งานทำที่ดีมียศมีตำแหน่งที่สูง แต่ก็คือลูกจ้างเค้าคนนึง แข่งกันเรียนเพื่อที่จะเป็นลูกจ้างเค้า ทำงานแทบตายก็ทำเพื่อให้เค้าได้ประโยชน์  เงินจากผลกำไรจึงมาเป็นเงินเดือน แต่ก็ภูมิใจเหลือเกินกับตำแหน่งที่เค้าสร้างไว้หลอกๆ  ไม่มีอะไรจริงเลย  แต่เรามองไม่เห็นเพราะเค้าให้ค่าตอบแทนมาเป็นเงินนี่สิ โยมถึงยอมลำบากร่ำเรียน ยอมเหนื่อยยอมทนทำงานถวายหัว จนลืมอะไรไปหลายอย่างว่า เรายังไม่ได้ทำอะไรเพื่อตัวเองเลยนี่  เรายังไม่รู้จักหน้าที่จริงๆของตัวเองเลย เรามองมันไม่ออก มองไม่เห็น เพราะกรรมมันบังตาไว้  อาตมาพูดแรงไปมั้ย  บางคนคิดว่าทำงานหนักเพื่ออนาคตที่ดี ในภายหน้าจะได้มีความสุข ที่มองได้แบบนั้นเพราะเค้าใช้ตาเนื้อมอง ถ้าเค้าใช้บางสิ่งมองเค้าจะเห็นไกลกว่านั้น  เมื่อใช้ตาเนื้อมองก็จะหลุดไปอยู่ในวัฏจักรแห่งชีวิต วนเวียนได้แค่นั้น บางคนคิด  อยากมีอนาคตดี มั่นคง ต้องทำประกันชีวิต ถ้าเราเป็นอะไรไป ครอบครัวก็ไม่ลำบาก ยังไงก็มีเงินใช้ลูกๆก็จะได้เรียน ครอบครัวเราได้เงินใช้บ้าง  การทำประกันชีวิตเป็นการช่วยคนอื่นที่อยู่ข้างหลัง ซึ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ดี แต่โยมก็ยังไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองอยู่ดี  เพราะในขณะที่โยมตายไปแล้ว นั่นหมายถึงกรรมการเป่านกหวีดหมดเวลาให้วางมือทุกอย่าง เราหมดโอกาสสร้างบุญและบาปแล้ว ต่อไปนี้เป็นผลตัดสินว่าโยมจะแพ้หรือชนะ กรรมการเค้าใช้หลักในประมวลผลอะไร มีใครรู้มั้ย กรรมการใช้เพียง  อย่างเดียวเท่านั้นคือ  "ผลบุญ"  ประมวลผลจากที่โยมได้สร้างไว้ก่อนตายนั่นเอง  ฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้โยมเป็นผู้ชนะ ได้รับความสุขในโลกอนาคต คือ บุญ เท่านั้น ถูกมั้ย แต่ก็ไม่แน่เสมอไปทุกอย่างมีสองด้านเสมอ หากผู้ที่มีอายุยืนยาว แต่ไม่เคยคิดที่จะสร้างบุญเลยแม้สักครั้งเดียว มีมิจฉาทิฐิ ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด โอกาสที่จะขึ้นไปติดลมบนหรือขึ้นไปจุติในภพภูมิที่ดีย่อมไม่มีเลย แต่กลับเป็นมีเวลาในการสะสมบาปมากขึ้น เวลาที่มากกลับกลายเป็นดินที่พอกถ่วงหางว่าว ให้ตกดิ่งลงเหวลึกสุดประมาณ แต่ผู้ที่สายป่านสั้นแต่รู้จักสร้างบุญตั้งแต่น้อย มีความคิดเห็นที่ถูก ด้วยการที่เร่งสร้างบุญอย่างต่อเนื่องจึงมีโอกาสที่ลมพัดขึ้นไปจนติดลมบนได้ในเวลาอันรวดเร็ว ทั้งนี้โยมจะเห็นได้ว่าการจัดสรรเวลาในชีวิตจึงมีทั้งประโยชน์และโทษในเวลาเดียวกัน อยู่ที่ว่าเราจะบริหารเวลาให้มีค่าที่สุดอย่างไร ในชีวิตนี้อาตมาเคยได้ยินคนพูดว่า ไม่มีเวลา ๆๆ มามากไม่รู้เท่าไหร่ เช่น


 “อ้าวอีแดงมานี่เร็วไปทำบุญกัน  โอ้ย!!ฉั้นไม่มีเวลาหรอกทำบุญไปก็เปลือง ตังฉันยิ่งไม่ค่อยมีอยู่ จะกินก็จะไม่มีอยู่แล้ว จะไปเอาเงินที่ไหนไปทำบุ้ญ??” 

“เอ้?? นู๋ไม่เคยเห็นเถ้าแก่ทำบุญเลยนะค่ะ เอ้ยยย!! ลื้อม่ายยรู้อาลาย  เวลาหาเงินอั้วสำคัญนา อั้วไม่มีเวลาไปทำบุญหรอก อีกอย่าง  เงินอั้วกว่าจะหามาได้แต่ลาบาด ลาบาด มันยากนา อั้วก็เก็บไว้ให้ลูกอั้วซี  เรื่องอารายอั้วจะเอาเงินไปให้คายก็ม่ายรู้”

“พรรษานี้ไปนั่งสมาธิกันดีกว่านะที่รัก โห...ผมงานเยอะอ่ะจ๊ะ ผมไม่ค่อยมีเวลาเลย ไว้คราวหน้านะครับ  อืมม ไม่เป็นไรค่ะ ฉันก็รู้แล้วล่ะ ว่าคุณต้องตอบแบบนี้”

 

หลายคนเข้าใจว่าการทำบุญต้องใช้แต่เงินๆๆ แต่จริงๆแล้ว ไม่มีเงินเราก็ทำบุญได้ใช่หรือไม่ ง่ายๆไม่ยากเลย เพียงแค่คิดในแง่ดี พูดจาไพเราะ ไม่โกรธ ไม่ริษยา เปิดใจรับสิ่งดี ไม่อาคาต ทนทานต่อคำพูดที่ไม่น่าฟัง นั่งสมาธิซะบ้าง รักเด็ก สงสารสัตว์ตัวน้อยๆ ปล่อยสัตว์ที่ถูกกักขังไว้ ฯลฯ เท่านี้เราก็ได้บุญแล้ว ใช่หรือไม่ ..จบ  

แต่สิ่งที่อาตมาอยากฝากไว้ให้โยมคิดคือ วันนี้โยมกำลังทำอะไรอยู่ โยมปฏิบัติสิ่งที่พุทธองค์มอบไว้ ครบหมดแล้วรึยัง จำได้มั้ย บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ที่ตั้งแห่งการทำบุญ มีอะไรบ้าง

๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการ ให้ทาน
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการ รักษาศีล
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญสมาธิภาวนา ลดโลภ โกรธ หลง
๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่
๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายทำงานที่ถูกที่ชอบ
๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการ ทำให้ผู้อื่นได้บุญ หรือให้ส่วนบุญ
๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการยินดีที่ผู้อื่นได้บุญ หรืออนุโมทนาส่วนบุญ
๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการ ฟังธรรม-อ่านหนังสือธรรมะ
๙. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการ แสดงธรรม
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ บุญสำเร็จด้วยการทำความเห็นให้ถูกตรง

       ฉะนั้นการทำบุญไม่ได้มีแค่การใส่บาตร หรือเอาข้าวมาถวายพระที่วัด แต่ต้องปฏิบัติให้ได้ครบทั้ง 10 ข้อ ในสำหรับข้อที่ 9 โยมผู้หญิงอาจจะมีปัญหาสักหน่อย “ข้าน้อยไม่ได้เป็นพระจะแสดงธรรมได้ยังไง”  โยมไม่ต้องกังวลเลย ถ้าโยม ได้ปฏิบัติตามที่อาตมาบอกดังนี้

1. ให้เริ่มจากข้อ 10 ก่อน ปรับความคิดเห็นปรับจิตปรับใจของตัวเองให้ถูกต้องถูกทางซะก่อน หรือเริ่มจาก เปิดใจ คือทำใจให้ง่ายต่อการรับข้อมูล กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป
2. จากนั้นจึงทำข้อที่ 8 อ่านหนังสือธรรมและฟังเสียงธรรม มีทางวิทยุทุกเช้าคลื่น87.5, 90.0, 98.25 มีอยู่ 2-3 คลื่น เวลาประมาณตี 3 ยันสว่าง
3. จากนั้น จึงทำข้อ1-5 ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง คือให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา อ่อนน้อมถ่อมตน และช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือสังคม ตามกำลัง
4. ขณะที่โยมเห็นผู้อื่นทำบุญหรือทำความดี ก็ยินดีไปกับเค้าด้วย เราจะได้ข้อที่ 7 โดยอัตโนมัติ
5. จากนั้นเมื่อเราอ่านหนังสือธรรม ฟังเสียงธรรม เราปฏิบัติธรรม เท่ากับเราเป็นผู้รู้ไปแล้วโดยปริยาย ทีนี้เราก็แสดงธรรมได้แล้ว จะได้ข้อที่ 9 ทันที โดยที่โยมไม่ต้องนั่งธรรมมาสเหมือนพระ เพียงแต่โยมบอกสิ่งที่โยมรู้ สิ่งที่โยมปฏิบัติ ให้ผู้อื่นที่ไม่รู้ ได้ปฏิบัติ  แค่นี้โยมก็แสดงธรรมไปแล้วเรียบร้อย โยมได้เปรียบกว่าอาตมานะ โยมจะไปไหนมาไหนได้สะดวก โยมพูดธรรมได้ แสดงธรรมได้ไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดสถานที่ด้วย ใช่หรือไม่ นับดูครบยัง ยังไม่ครบยังเหลือข้อสุดท้าย
6. สุดท้ายนี้โยมก็จะสะสมบุญไว้เต็มกระเป๋าแล้ว โยมก็ควรที่จะแบ่งบุญให้ผู้อื่นบ้าง อาจจะทำหนังสือแจก หรืออาจจะส่งลิงค์นี้ ไปให้ต่อๆไป ก็เท่ากับว่าโยมได้ทำข้อที่ 6 คือ ให้ผู้อื่นเกิดปัญญา นับว่าแจกจ่ายบุญไปเรียบร้อย เท่านี้บุญกริยาวัตถุ 10 โยมก็ได้เป็นผู้ปฏิบัติได้แล้ว สำเร็จแล้ว คราวนี้ก็เหลือแต่ปฏิบัติให้เต็มบริบูรณ์เท่านั้นเอง  คือทำให้ได้ตลอดไปรักษาไว้ให้ตลอดรอดฝั่ง

 ก่อนที่อาตมาจะได้รับคำเชิญให้มาบวชจากโยมป้า อาตมาจำได้ว่า เดือนกุมภาพันธ์ 2550 อาตมาก็คิดไม่นาน เอ้าลองดูครั้งหนึ่งในชีวิต ก็เตรียมงานฝากงานที่ยังทำค้างอยู่ ฝากโยมเพื่อนดูแลลูกค้า อาตมากะไว้ว่า จะบวชประมาณ 1 เดือน  อาตมาชี้แจงกับโยมพ่อฝากบอกโยมป้าอย่างชัดเจนเลยว่า “จะให้อาตมาบวชก็ได้แต่มีข้อแม้หลายอย่างนะ ถ้าเห็นล้มวัวล้มหมูเลี้ยงคนในงานบวชเมื่อไหร่ ถ้าอาตมารู้จะเดินออกจากงานบวชทันที และห้ามกินเหล้าด้วย นี่คือกฎเหล็ก” อันนี้เป็นข้อตกลงเบื้องต้นของอาตมา โยมป้าก็บอกว่าขอปลากับสัตว์ตัวเล็กๆ ได้มั้ย  อาตมาไม่อยากหักด้ามพร้าด้วยเข่า ก็ตอบว่าแล้วแต่โยมป้าแล้วกัน นั่นเลี่ยงวลี  มีอย่างหรองานที่เป็นมงคลเป็นงานบุญ เป็นงานบวช มัวแต่มากินเหล้าเมากัน สัตว์ก็ต้องมาตายเพราะเรา แล้วเราจะได้บุญกันได้อย่างไร มีแต่ได้บาป กลายเป็นงานบาปบวชพระซะมากกว่า อาตมารับไม่ได้เลยจริงๆ ใจจริงอยากจะให้เป็นงานบวชที่ปลอดจากเนื้อสัตว์ด้วยซ้ำ แต่ก็กลัวว่าคนในหมู่บ้านจะไม่เข้าใจพากันเกลียดโยมป้าของอาตมา โยมป้ายิ่งเป็นคนที่ขี้กลัวอยู่ ขี้กังวลคิดอะไรไปก่อนล่วงหน้า คิดแทนคนอื่นทุกข์ใจแทนคนอื่น สารพัดต่างๆนานา อาตมานั่งฟังแล้วปวดหัวเลย อาตมาแทบจะกะดิกตัวทำอะไรไม่ได้เลย กลัวโนน่กลัวนี่ โยมป้าเค้าห่วงจริงๆและไม่สบายใจด้วย อาตมาก็กลัวนะบวชแล้วแทนที่ทางบ้านจะสบายใจ กลับกังวลกลับทุกข์ใจ เอ?เรามาสร้างบุญหรือกรรมกันแน่ นั่นคือการเริ่มคิดวิเคราะห์หาสาเหตุว่าเหตุใดถึงกังวลนัก ก็สรุปได้ว่า เหตุที่โยมป้าอาตมาเป็นห่วง คือเรื่องแนวคิด และหลักๆเลยก็คือห่วงเรื่องความสามารถของอาตมา ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครเค้า  อาตมาก็ยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่  ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วความสามารถของอาตมาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ  แต่พอเมื่อกลับมาวิเคราะห์ตัวเองก็พบว่าเป็นเพราะเหตุดังนี้

1. บวชเมื่อ 5 มีนาคม 2550   (เพิ่งจะบวช)

2. หน้าเด็ก ดูอ่อนเยาว์   (ดูแล้วอายุประมาณ 20-21 ปี ไม่เกินนั้น)

3. สุภาพเรียบร้อยไม่สู้คน   (บุคคลิกมีมารยาทสูงอ่อนน้อมถ่อมตน)

4. อาตมาไม่ฉันเนื้อสัตว์   (ดูเรื่องเยอะในการฉัน แต่จริงๆก็คือไม่เอาเนื้อสัตว์เข้าปากเท่านั้นเอง)

        ภาพลักษณ์ของอาตมาเลยดูเป็นคนอ่อนต่อโลก คุณหนู ทำอะไรไม่เป็น ความคิดแปลกๆไม่เหมือนชาวบ้าน ฯลฯ แต่ที่จริงแล้วตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง อาตมารู้จักตัวเองดีที่สุด สาธยายได้ คือ ความอดทนเป็นเลิศ สู้งาน สู้คนแต่ไม่หาเรื่องคน  ชีวิตนี้ไม่เคยกลัวใครนอกจากความชั่ว    จับอาตมาวางไว้ตรงไหนก็ได้ ตั้งแต่ผู้บริหาร ยันจับกัง ทำได้หมด รักเด็กๆ(ตัวน้อยๆ โตแล้วรักไม่ได้)  รักสัตว์ รักธรรมชาติ ชอบจัดสวน คอมพิวเตอร์ทำได้ ทั้ง Pc และ Mac ส่วนใหญ่แล้วเป็นงานมัลติมีเดีย และยังมีความสามารถในด้านที่ตรงกันข้ามเช่น งานฝีมือเช่นบายศรีงานใบตอง ที่ต้องใช้ความละเอียดประณีตสูง เช่นเคยทำกระทงใบตองโต๊ะเสวย ที่โรงแรมแชงกรีล่า ผลงานเกินคาดจำได้ว่า ทางจัดซื้อเค้าบอกว่าสวยกว่าที่ในวังทำอีก(เค้าพูดจริงนะ ไม่ได้โม้) กระทงยักษ์ ฯลฯ 

พูดถึงการทำงานก่อน อาตมาเริ่มทำงานเมื่ออายุ 18และเรียนควบคู่ไปด้วย  ทั้งเรียนและทำงานด้านเทคโนโลยีมาโดยตลอด ประสบการณ์การทำงานของอาตมาจึงมากกว่า 12ปี แต่คนจะเห็นฝีมือของอาตมาได้ก็ต้องเมื่ออาตมาได้นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ ถ้าอาตมานั่งจุ้มปุ๊กอยู่เฉยๆ จะไม่มีใครรู้ว่าอาตมาทำอะไรเป็นบ้าง เพราะอาตมาไม่เคยอวดรู้ อวดดี อวดเก่ง  แต่เมื่อถึงเวลา อาตมาจำเป็นที่จะต้องนำความรู้ทุกอย่างที่มาใช้ อาตมาไม่ไว้หน้าใครนะ ไม่ไว้หน้าใครในที่นี้คือ ไม่ออมวิชา ครั้นจะให้เราอ้อมแอ้ม พูดหรืออธิบายอะไรก็แล้วแต่จะไม่ทำ คือเต็มที่กับคำพูด เต็มที่กับความคิด  ถ้ารู้ไม่จริงจะไม่แสดงความคิดเห็นอะไรออกไปเลย เพราะการที่เราไม่รู้แล้วพูดออกไป นั้นคือความเสียหายอย่างร้ายแรง แต่ถ้าเค้าถามในสิ่งที่อาตมาไม่รู้ อาตมาจะตอบว่า ขอไปศึกษาให้รู้แน่ก่อนจะตอบอีกครั้ง  บางครั้งอาตมาเบื่อเหมือนกันเวลาที่คนมองความสามารถของเราเพียงรูปลักษณ์ภายนอก และตัดสินอะไรต่างๆ จากตรงนั้น หลายคนที่มีลักษณะคล้ายๆ กับอาตมาคงจะพอรู้ดี แต่อาตมาก็ไม่สนใจใครจะคิดอย่างไร   แต่สิ่งที่อาตมาสนใจที่สุดเมื่อรู้ว่าจะต้องเป็นพระแล้ว เรามีหน้าที่...  อาตมาจึงเริ่มหน้าที่ของอาตมาทันที แต่ก่อนวัดที่อาตมาอยู่ Low tech มาก แต่พอได้มาอยู่ เค้าก็ซื้อคอมฯไว้ที่วัด ก็ถือว่านั้นเป็นความโชคดี  เมื่อได้คอมพิวเตอร์  อาตมาจึงเริ่มทำงานที่คอมพิวเตอร์เครื่องนึงจะสามารถทำได้  

    

 - เมษายน 2550 เขียนหนังสือแจกแม่ออกพ่อออก เกี่ยวกับการดำเนินชีวิต และเน้นมากคือการอยู่อย่างไม่เบียดเบียน (เน้นเรื่องละเว้นจากการเบียดเบียนชีวิตสัตว์)

<<วันที่ 9 พฤษภาคม 2550   แจกครั้งแรก 

เล่ม 1 อยู่อย่างไม่เบียดเบียน 50 หน้า

 

 

- วันที่ 31 พฤษภาคม 2550 แจก เล่ม 1+2 100 หน้า>>

     อยู่อย่างไม่เบียดเบียนเช่นกัน แต่เป็นการขยายความเพิ่มเติมและเพิ่มความน่ากลัวจากเล่มที่ 1   หนังสือธรรมแต่ละเล่มจะมีรสชาติต่างกัน เล่มที่สองนี้มีรสขม แสบเผ็ดยกกำลังสอง  ส่วนเล่ม 3 กำลังทำอยู่คือ "ยาสามัญประจำใจ" เล่มนี้ รสหวาน ทานง่าย

 

<<วันวิสาขบูชา  2550

เทศนาอบรมนักเรียนโรงเรียนประชารัฐรังสรรค์

 นั่นคือครั้งแรกในการเทศน์ 

 

- วันอาฬหบูชา +เข้าพรรษา 2550 

เทศนาอบรมนักเรียนประชารัฐรังสรรค์ เทศน์ครั้งที่สอง>> 

 

 

 - วันที่ 12 สิงหาคม -5 ธันวาคม 2550  ทำเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ธรรม ในชื่อวัดอีสานดอทคอม www.watisan.com อย่างที่เห็นอยู่นี้ ทำอยู่คนเดียวเหนื่อยที่สุดในชีวิต แต่ไม่เคยท้อเลย เพราะอาตมาทำในสิ่งที่อาตมาชอบ และเชื่อว่านี่เป็นประโยชน์ต่อศาสนา สังคมและประเทศชาติ

 

     

- สิงหาคม - ตุลาคม 2550 ออกแบบและจัดทำสวนศรัทธาธรรมที่วัดโพธิ์ศรี บ้านจานลาน

- วันที่ 20 - 30 ธันวาคม 2550  รับผิดชอบฝ่ายคอมพิวเตอร์ของศูนย์โมขธรรมดอนเจ้าปู่ ทำสื่อแพร่ธรรม 5 ชนิด 200 ชิ้น

- วันที่ 29 ธันวาคม 2550 โดดงานศูนย์โมกขธรรมไปเทศน์ออกอากาศ ครั้งแรก ที่สถานีวิทยุเทพนิมิตมงคล คลื่น 98.25 Mhz และต้องทำเป็นประจำทุกเสาร์-อาทิตย์ 7.30 - 9.00 น. จนถึงปัจจุบัน

 

- วันที่ 22 มกราคม 2551 เป็นพระอาจารย์สอนธรรมมะให้กับเยาวชนที่ โรงเรียนบ้านอีเก้ง นี่ถือเป็นครั้งแรก ที่รับผิดชอบการสอน ทุกๆ วันพุธเราจะมีเรื่องต้องเจอกัน ทุกครั้งที่อาตมาสอน ใช้หลักการคิดแบบผู้ใหญ่+Child Center แต่เด็กๆ กลับไม่เบื่อ สนุกสนานไปกับเราตลอดเกือบ 3 ชั่วโมง และจะให้สรุปในสมุดว่า ได้อะไรไปบ้าง

- 15 กุมภาพันธ์ 2551  พระวิทยากร กศน อำนาจเจริญ 60 กว่าคน  นี้ก็เป็น ครั้งแรก ของอาตมา  ครั้งนั้นพูดเรื่อง ประเพณีและวัฒนธรรม  แต่พูดเรื่องเกี่ยวกับแม่ด้วยจะทำให้เขาซึ้งซะหน่อย  อาตมาเองที่เป็นฝ่ายร้องไห้ก่อนเพื่อนเลย มันกลั้นไม่อยู่จริงๆนะ  น่าอายชะมัด

    นั่นคือในสิ่งที่อาตมาทำใน 11 เดือน ทั้งนี้เพราะหน้าที่ของความเป็นพระ จะสังเกตได้ว่าเกือบทุกอย่างเป็นครั้งแรกของอาตมาทั้งสิ้น   พูดถึงครั้งแรก ทุกคนย่อมมีครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นครั้งแรกในสิ่งที่เลว หรือครั้งแรกในสิ่งที่ดี อยู่ที่ว่าเราจะใช้มันอย่างไร ตัดสินใจกับมันอย่างไร หากผู้ที่คิดจะใช้ครั้งแรกในทางที่เลว มันย่อมมีครั้งที่สอง สาม และครั้งต่อๆไปอีกนับไม่ถ้วน  และก็จะแก้ไขได้ยากขึ้นตามลำดับ นั่นคือความชินชาในการที่ยอมรับในสิ่งที่ชั่ว สิ่งที่เลว ฉะนั้นอย่าได้ลองครั้งแรกกับสิ่งที่เลวจะดีที่สุด สู้กับมัน สู้กับความคิดในการตัดสินใจครั้งแรก  และอาตมาขอเป็นกำลังใจให้และแสดงความยินดีด้วยที่ได้สู้กับครั้งแรกในสิ่งที่ชั่ว แล้วไม่ทำ ผ่านมันมาได้  ก็จะทำให้เราเป็นผู้ที่ย้อนมองชีวิตของตัวเองแล้วไม่เสียใจ ไม่เสียดายเวลา แต่อาตมาเลือกแล้วว่าจะใช้ครั้งแรกในสิ่งที่ดี จึงได้ลงมือกระทำตั้งมากมายอย่างที่เห็น พระบางรูปไม่กล้าเทศน์ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำหนังสือ ไม่กล้าแพร่ธรรม ไม่กล้าทำอะไรเลย  มีชีวิตความเป็นพระ แค่ทำว้ตรรับบาตร กิจนิมนต์ แล้วความเป็นพระจะสมบูรณ์ได้อย่างไร จะรักษาศาสนาพุทธได้ดี ได้อย่างไร จะเป็นปากเป็นเสียงแทนพระพุทธเจ้าได้อย่างไร  แล้วจะช่วยผู้คนเป็นผู้ตื่น คือรู้หน้าที่ของตนได้อย่างไร ฉะนั้นผมขอเป็นกำลังใจให้ห่างๆ สำหรับพระที่กำลังสู้กับความกลัว กับครั้งแรกในสิ่งที่ถูก ขอให้ใช้ความกล้าในสิ่งที่ดีที่เป็นประโยชน์ สู้เพื่อหน้าที่ของความเป็นพระ 

     ฉะนั้นชีวิตและเวลาที่เหลืออยู่นี้ ซึ่งก็ไม่รู้เมื่อไหร่ว่าเราจะหมดเวลาไม่มีใครบอกได้  อาตมาได้เลือกแล้วว่าจะใช้กับครั้งแรกในสิ่งที่ถูกอย่างไร อาตมาต้องทำให้ดีที่สุด เท่าที่ความรู้และปัญญาพึงมี แนวคิดของอาตมามีแค่นี้คือ (อยากให้ทุกคนที่อ่านทำตามด้วยนะ)  ณ เวลานี้ อาตมาอายุ 30 ปี ฉะนั้นความรู้และความสามารถของอาตมาด้านเทคโนโลยี และด้านอื่นๆ อาจจะสามารถใช้ได้แค่ 20 ปี เป็นอย่างน้อย ถ้าไม่ตายซะก่อน เพราะถ้าอาตมา อายุ 50 ปี คงจะเริ่มเพลาๆ บทบาทของตัวเองลงและสนับสนุนพระรุ่นใหม่ๆ มาทดแทน คุณโยมแค่ 20ปี หายใจทิ้งแป๊บเดียวก็หมดแล้ว  เพราะคิดอย่างนี้จึงเต็มที่กับงาน และรักษาสุขภาพด้วยโดยที่อาตมาจะไม่ฉันที่สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่ายกายเลย ฯลฯ

   แต่นั้นกลับกลายเป็นผลร้ายสำหรับตัวอาตมา ในหมู่บ้านที่อาตมาอยู่ ภาพพจน์ของอาตมาเสียหายมาก อาตมากลายเป็นคนที่ทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักอย่าง  ทำอะไรออกไปก็ไร้ค่า ไม่มีประโยชน์  ประสบการณ์และความรู้ที่อาตมามี กลับกลายเป็นความรู้หลอกๆทำประโยชน์อะไรไม่ได้จริง  อย่างเว็บไซต์วัดอีสานดอทคอมนี้โดนว่าทำออกไป แล้วใครจะดู ทำไปซื่อๆ เปล่าประโยขน์   อาตมาเคยเรียกประชุมผู้นำหมู่บ้านคุยเรื่องแผนพัฒนาว่าจะเดินไปด้วยกันได้อย่างไร ทำพรีเซนเตชั่นอย่างดีทุกๆคนก็เข้าใจ  แต่ลับหลังโดนหักหน้าล้มเลิกความคิดของอาตมา ทำไปซื่อๆจะได้ผลหร้อ เพียงเท่านี้ผู้นำหมู่บ้านก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรต่อแล้ว  อาตมาก็ไม่เข้าใจเพราะเหตุใดจึงขัดขวางไม่ให้คนทำดี ทำเพื่อชุมชนทำเพื่อศาสนา ก็เข้าใจแล้วว่า เพราะคนที่พูดลับหลังขาดการศึกษา ขาดความรู้ และไม่พยายามเข้าใจอะไรด้วย   อาตมาเสนออะไรไปไม่ผ่านการอนุมัติเลยซักเรื่อง ความคิดของอาตมาเป็นหมัน  โดนว่าอีก ไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของความเป็นพระ  สวดมนต์ไม่ได้น่าละอายใจมั้ย(บางบท)    ไม่บิณฑบาต(ในบางครั้งเพราะลุกไม่ไหวจะเป็นไข้เอา แต่ไม่มีใครรู้)   นั่งอยู่แต่หน้าคอมวันๆไม่ทำอะไร(ก็ใช้คอมไม่เป็นแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าอาตมากำลังทำงานใหญ่เพื่อส่วนรวมอยู่)   งานวัดก็ไม่ช่วยเค้าทำ(เวลาที่เสียไป อาตมามาพิมพ์ตัวหนังสือเพื่อเทศนายังมีค่ามากกว่า และงานของอาตมาคนในวัดเคยช่วยอะไรได้บ้างมั้ย ไม่มีใครช่วยได้เลย ที่สำคัญที่สุดงานรีบเร่งต้องให้เสร็จก่อน 5 ธันวา 50 เพื่อขอพระบรมราชานุญาติให้เป็นเว็บไซต์เฉลิมพระเกียรติ์ เนื้อหาสิ่งต่างๆ แนวคิดต่างๆ ต้องเรียบร้อยก่อน แล้วเนื้อหามหาศาลาเลย ทำอยู่คนเดียวเหนื่อยแทบกระอักเลือด   ฉะนั้นงานวัด ก็ช่วยกันไปก่อนนะ ขอไว้สักคนที่ทำเพื่อส่วนรวม ทำเพื่องานส่วนใหญ่ ทั้งภาคอีสานจะได้หรือไม่)  มีพระบางคนเข้าใจ เพราะเค้าเห็น เค้ารู้ความเป็นไปตลอดว่ากำลังทำอะไรอยู่ บางคนตื่นเต้นไปกับเรา บางคนให้กำลังใจ พระจากกรุงเทพฯ เห็นเว็บไซต์แล้วโทรมาให้กำลังใจ  พระจากวัดอื่นๆที่เค้ารู้เรื่องโทรมาให้กำลังใจวันละ 2 ครั้ง  เออก็รู้สึกดีไปอีกแบบ แต่กับวัดตัวเองกับรู้สึกแย่มาก   แต่ถึงอย่างนั้นอาตมาก็ยังทำเว็บไซต์ของวัดที่อาตมาอยู่เหมือนกันนะ  เพราะอาตมาอยากเห็นชุมชนบ้านโยมพ่อโยมป้าเจริญ  แต่ตอนนี้ลบออกแล้ว เพราะอาตมาขอข้อมูลเกี่ยวกับวัด  แนวคิด แผน 5ปี เค้าไม่ทำให้อาตมา  แล้วเว็บที่อาตมาทำไปแล้วนั่นคือ แนวความคิดและแผนการดำเนินการของอาตมา แต่ถ้ากรณีโยมโทรมาหาล่ะจะขอร่วมทำบุญตรงนี้ อยากช่วยสร้างตรงนั้น  ถ้ามันไม่ตรงหรือมันผิดไปจากความคิดของเค้า ผลเสียก็ต้องเกิดขึ้นกับอาตมาเป็นแน่  เพื่อความปลอดภัยของต้วเอง ลบออกก่อนดีกว่า  อาตมาจึงลบทุกสิ่งทุกอย่างที่เสียเวลาคิดและทำตั้งนาน  

 แต่นั้นก็ทำให้อาตมารู้แล้วว่าคนๆนี้เปิดโอกาสไม่ได้ จึงระวังตัวมากขึ้น ถ้าได้ช่องเมื่อไหร่จะว่าให้ร้ายอาตมาให้โยมที่มาทำบุญที่วัดฟังทุกครั้งไป อาตมาทดลองเปิดช่องโหว่แล้ว 3 ครั้งอย่างตั้งใจเลย  โดยการเปิดโอกาส ให้เค้าโจมตี ก็เป็นจริงอย่างนั้น  อาตมาจึงทำได้อย่างเดียวคือให้อภัยเค้า  นั่นคือทางออกที่ดีที่สุด แผ่เมตตาให้เค้า และอาตมาเริ่มถอยห่างออกมา  เพราะทำใจลำบากเหมือนกันนะที่จะต้อง มองหน้า ต้องคุยดีกับคนที่ว่าร้ายเรา คนที่ทำลายความน่าเชื่อถือในตัวอาตมา มันแย่ซะยิ่งกว่าเอามีดมาฟันกันอีก  อาตมาเลียขาใครไม่เป็น และไม่จำเป็นต้องประจบด้วย เพราะเรายังมีหน้าที่ที่จะต้องทำให้สำเร็จอีกมากมายรอเราอยู่  ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเวลากับคนแบบนี้ อาตมาให้กำลังใจตัวเองเสมอทุกครั้งที่เจอกับอุปสรรค  ที่เจอกับคำพูดที่ถากถาง ที่เจอกับเสียงแว่วๆ ฯลฯ ตอนนี้ ขณะนี้ เรากำลังจะเดินทางขึ้นภูเขาลูกใหญ่ เพื่อปักธงที่ยอดเสา  แต่ระหว่างทาง เจอก้อนหิน แค่1-2 ก้อน เราเดินเบี่ยงได้ก็เบี่ยง ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ก็เตะมันทิ้งไปซะ เท่านั้นก็จบ  

      ตั้งแต่เดือน สิงหาคม-ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา  อาตมานอนตี 2 ทุกคืน คนอื่น 3 ทุ่มก็หลับแล้ว  กลางวันก็ไม่ได้พัก หาข้อมูลข้างนอกตลอดเพื่อทำเว็บไซต์ให้ละเอียดที่สุด ต้องไปอุบล ตระการบ่อยๆ  เพราะหาซื้อโปรแกรมอุปกรณ์ โทรศัพท์ สารพัด  ก็โดนว่า พระรูปอื่นเค้าไม่เห็นมีธุระเยอะ ไม่เห็นมีใครเค้าไปไหนเลย อาตมาได้ฟังแล้วจากคนอื่นเล่าให้ฟัง ก็ได้แต่คิดไปได้เนอะ คิดแต่ในแง่ร้ายจัง แต่ก็ไม่อยากอธิบาย ปกติแล้วเวลาที่อาตมาทำคอมฯที่วัดจะต่อเน็ตจากมือถือ มันช้ามาก    บางครั้งงานต้องโหลดเยอะ งานเร่งและต้องใช้ความเร็วสูงๆ บางคนอาจจะเห็นอาตมานั่งที่ร้านเน็ตทั้งวัน ตั้งแต่ร้านเปิดยังร้านปิด ไม่รู้ว่าจะเข้าใจว่าอย่างไร ช่วยไม่ได้จริงๆ อาตมาไม่ได้เล่นเกมออนไลน์นะ ฯลฯ ขอให้เข้าใจด้วย  ส่วนคนอื่น ฉันเพลก็พักผ่อนแล้ว    เค้าไม่รู้เลยว่ากำลังว่าร้าย ให้ร้ายและทำร้ายคนที่ทำงานเพื่อศาสนาและสังคม ด้วยการนินทา   อาตมาเคยอธิบายนะว่าทำอะไรอยู่แต่ไม่มีใครพยายามฟังเลย  พูดจาให้ร้ายอาตมาตลอดเวลาตั้งแต่ที่อาตมาอยู่มา โยมบางคนที่ได้ฟังข่าวเรื่องที่เค้าพูดบอกว่า ทนอยู่ได้ยังไงนะครูบา  อาตมาโดนกับตัวจึงรู้ว่ามีคนแบบนี้อยู่ในโลกด้วยหรือ ทำไมจึงนิสัยแย่แบบนี้  เพราะในชีวิตอาตมาเกิดมาไม่เคยว่าร้ายใครให้ได้รับความเสียหายเลย แต่ตัวอาตมาเองกลับโดนอัดน่วมเลย แต่ก็ยังดีที่ชาวบ้านแถวนี้เค้ารู้จักนิสัยดี  เพราะอดีตเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาแล้ว มันไม่ใช่ครั้งแรก  คนเก่งอยู่ในวัดแห่งนี้ไม่ได้ทนซักคน เพราะคำพูดการใส่ร้าย เพราะความริษยา ความอิจฉา นี่แหละเป็นเหตุ  ครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีพระรูปนึงก็เคยเจอแบบอาตมานี่แหละ ว่าเค้าจนทนไม่ได้ หนีออกไปอยู่วัดอื่น  ทั้งๆที่อยู่วัดเดียวกันตั้ง 4 ปี แต่พอเค้าไปอยู่วัดอื่นก็ได้ดีเป็นเจ้าอาวาส ก็หันกลับมาคุยดีด้วย เพราะหมดเสี้ยนหนาม หมดคู่ต่อสู้แล้ว   พฤติกรรมแบบนี้เป็นภัยต่อสังคมจริงๆ ถ้าพระผู้ใหญ่ที่ฟังอยู่ก็คงจะไม่รู้ว่าใคร ทำไมถึงได้มีพฤติกรรมแบบนี้ เค้าพยายามปิดความผิดของตัวเอง เอาดีใส่ตัว จึงมีน้อยคนที่จะรู้ถึงพฤติกรรม

ถึงเวลาแล้วที่ อาตมาจะต้องเริ่มการวิเคราะห์ประวัติของพระรูปนี้แล้วล่ะ อยากรู้สาเหตุมากๆ ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับเค้า สรุปออกมาได้อย่างนี้  เมื่อเด็กๆ เค้าเป็นคนมีปัญหาครอบครัว กำพร้าพ่อแต่เด็ก อยู่กับแม่มาโดยตลอด ขาดความอบอุ่น ความขาดแคลนในวัยเด็กนี้แหละ  ที่เค้าเรียกฟิกเตชั่นทางปาก คือเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก ขาดนม  ขาดในเรื่องการกิน ขาดของเล่น ขาดความความอบอุ่น ขาดความรัก  เป็นสาเหตุหลักๆที่ฝังอยู่ใจจิตใจของเด็กคนนี้  ทำให้เค้า ไม่เอาใจใส่การศึกษา หนีเรียนตลอด  ติดกัญชางอมแงม จนกระทั่งโตเป็นวัยรุ่นมีคนเอาเข้ามาบวชจึงช่วยให้เป็นคนมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์จึงมีนิสัยอย่างนี้  และอีกเรื่องคือการขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ ไม่มีเลย และมักจะชอบดูถูกคนที่มีความรู้ ความสามารถ โดยเปรียบเทียบกับความสามารถอันน้อยนิดของตนเอง และชอบอวดรู้ อวดเก่ง  สิ่งนี้แหละที่ทำให้ชีวิตเค้าน่าสารนะ เป็นเพราะเค้ามีนิสัยแบบนี้  เค้าจึงหมดโอกาสในการทำงานใหญ่ในหลายๆ เรื่อง   อาตมาคิดว่าพระเองคงทราบกิตติศัพท์ดีและสัมผัสได้ว่าเป็นอย่างที่พูด  แต่ทุกคนละอาเบื่อหน่ายแต่ไม่มีใครอยากพูดอะไร  อาตมาก็สังเกตว่า การเข้าสังคมเค้าแคบเข้ากับผู้อื่นไม่ได้ มองโลกอย่างด่วนสรุป รวบรัด มีนิสัยบังคับให้ผู้อื่น คล้อยตามความคิดตน  ดูได้จากในการแสดงความคิดเห็นจะต้องมีคำลงท้ายว่า "แม่นบ่" ทุกๆประโยคคำถาม เพราะนั่นคือผลพวงจากปมด้อย และพยายามที่จะลบปมด้อยของตัวเอง โดยการสร้างกำแพงป้องกันตัวเอง ด้วยการว่าร้ายผู้อื่นโดยที่ไม่ทันตั้งตัว  นี้แหละคือผลเสียที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวเค้าคนเดียวที่ได้รับผลกระทบ  แต่เป็นสังคมด้วย ที่ต้องได้รับผลกระทบไปด้วย คือจากความคิดและการตัดสินใจของเค้านี่แหละ    อาตมาได้ทำเรื่องขอยกเลิกการทำเว็บไซต์ชุมชน ศูนย์เด็ก โรงเรียน ในหมู่บ้านที่อาตมาอยู่  เพราะงานที่อาตมาทำเน้นมาก ในเรื่องของวัดเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ฉะนั้นเมื่อวัดไม่สนใจแล้ว ส่วนอื่นๆ ก็ต้องยกเลิกตามระเบียบ  แต่อาตมาก็พยายามจะทำเว็บไซต์ให้กับหมู่บ้านที่อาตมาอยู่ โดยการกำหนดเวลาให้กับผู้นำหมู่บ้านแล้วนะ ส่งไปประมาณเดือนตุลาคม  แต่จนป่านนี้เค้ายังไม่ได้อ่านเอกสารที่อาตมาทำเป็นจดหมายเวียนเลย  นี่ก็แสดงถึงการขาดความเอาใจใส่ ซึ่งผลเสียก็เกิดกับตัวเองเช่นกัน 


  ตอนนี้อาตมาเข้าใจแล้วว่า คำๆ นี้เป็นจริงเสมอทุกยุคทุกสมัย "ดีได้ แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย"  ที่คำนี้ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยเพราะว่า  คนส่วนใหญ่เกลียดที่สุดคือคนที่เก่งกว่าตน  กลัวว่าคนอื่นจะมีหน้ามีชื่อเสียงมากกว่าตน  ขี้อิจฉา ขี้ริษยา  และอาตมาเข้าใจโยมป้าทำไมถึงเป็นห่วงอาตมามาก เพราะเค้ารู้ว่าอาตมาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง  ทั้งพระทั้งโยมที่เข้าข้างกัน  ก็เป็นจริงๆ อย่างที่โยมป้าได้กลัวไว้  เพราะบังเอิญโยมป้าได้ยินเสียงเข้าหู รู้มากจัง เด็กกว่าจะเอาปัญญาที่ไหนมาสอนเค้า เก่งมาจากไหนหรอเที่ยวไปสอนคนอื่นเค้า ฯลฯ โหฟังแล้วสะอึกเลย แต่อาตมาก็ไม่ได้ว่าอะไร ในใจก็รู้สึกเสียใจนิดๆ ทำไมถึงคิดกันแบบนี้นะ  ก็หันกลับมามองตัวเอง เราก็อายุ 30 แล้วนะ มีวุฒิภาวะ ผ่านอะไรมาก็เยอะ เราก็มีประสบการณ์ เรามีความรู้ และเราก็รู้โลกมากกว่าคนอายุ 50 60 70 80 90 ซะอีก เพราะอาตมาศึกษาเรื่องชีวิตมามากพอสมควร สามารถที่จะแนะนำหลักการดำเนินชีวิตที่ถูกให้พวกเค้าได้  และครั้งหนึ่งในชีวิตขอได้ทำอะไรเพื่อในหลวงบ้าง ขอตอบแทนพระองค์ท่าน เพราะไม่อยากให้ท่านเหนื่อยและกังวลไปมากกว่านี้แล้ว พระองค์ท่านอายุมากแล้วนะ ทรงใช้ชีวิตทั้งชีวิต ทำให้เราเห็นเป็นตัวอย่างแล้วนะ จากนี้เราต้องช่วยกันทำต่อ  เราอยากรู้มั้ยว่าในหลวงเราเหนื่อยขนาดไหน  ลองเอามือ หรือเอาผ้าปิดตาไว้ข้างหนึ่งดูซิ  แล้วไปทำกิจวัตรประจำวันของเรา แค่ ครึ่งชั่วโมง  แล้วคิดถึงความรู้สึกของพระองค์ดูบ้าง ว่าจะต้องลำบากแค่ไหน นอกจากจะต้องมองข้ามความลำบากของตัวเอง ยังทรงหาวิธีต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั้งประเทศ ยิ่งไม่ยากหรือสำหรับคนๆหนึ่ง  ฉะนั้นก่อนที่เราจะว่าใครหรือคิดที่จะว่าอะไรใคร ให้มองดูตัวเองซะก่อน ว่าเคยทำอะไรเพื่อใครบ้างแล้วรึยัง และเคยทำเป็นตัวอย่างที่ดีให้ใครเห็นแล้วบ้างรึยัง ถ้าผู้ที่ปฏิบัติธรรมจะทราบดีว่า ถึงเรามีพร้อมและดีพร้อมทุกอย่าง เรายิ่งไม่ควรกล่าวว่าใครเป็นอันขาด  และหากเราได้มีโอกาสเห็นคนที่มีความคิดมีปัญญาในทางที่ชอบ มีปัญญาที่ดี เราควรจะส่งเสริมเค้า มากกว่าที่จะพูดจาถากถางกันให้เป็นบาปกับตัวเอง 

        อาตมาศึกษาประวัติศาสตร์ก็รู้ว่าคนแบบนี้ (ขี้อิจฉา ริษยา) มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะมี คนที่ดีๆ เค้าถึงหนีกันหมดเพราะทนคนขี้อิจจาไม่ได้ ประเทศชาติถึงได้ล่มจม ไม่ว่าจะเป็นยุคไหนสมัยไหนก็จะต้องเจอกับคนแบบนี้ทั้งนั้น เห็นคนอื่นดีกว่า เก่งกว่าตัวเองไม่ได้ ก็ทำตัวเป็นน้ำนิ่งไหลลึก บ้างก็เป็นหมาลอบกัด โจมตีข้างหลัง ฯลฯ ซึ่งท้ายสุดคนส่วนใหญ่ที่ได้ยินได้ฟัง ก็ไม่ได้มองว่าคนที่ได้คอยตำหนิเพ่งโทษแต่คนอื่น ดูถูกคนอื่น นินทาคนอื่น แล้วยกตัวเองว่าดีกว่า สูงกว่าทำถูกกว่า ไม่ได้ทำให้ดูเป็นคนเก่งหรือภาพพจน์ดูดีขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย แต่ในทางตรงกันข้าม คนเค้าจะมองว่าเธอเนี่ยช่างน่าสงสารซะจริงๆ ไม่น่าที่จะว่าตัวเองและประจานตัวเองแบบนั้นเลย..  อาตมาอยากจะให้กำลังใจคนดีอย่ายอมแพ้อะไรง่ายๆ อย่าหนี ให้สู้เพื่อคนดีที่ยังมีเหลืออยู่ และคนที่เป็นแบบนั้นก็ควรที่จะปรับแนวคิดซะใหม่ด้วย หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศชาติถึงจะเจริญ ถ้าเรามัวแต่ขัดแข้งขัดขากัน ใครเก่งเกินหน้า ก็อดอิจฉาตาร้อนไม่ได้ ใจมันสั่น มือมันสั่น เลือดมันเดือดปุ๊ดๆ รู้สึกว่าอากาศมันร้อนๆหนาวๆ ฯลฯ อาการแบบนี้ต้องกินยาของอาตมาจึงจะทุเลาลง 

    อาตมาเคยได้อ่านนิทานต่างประเทศ ที่เค้ากล่าวถึงประเทศไทยในทางที่แย่มาก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องจริง โยมอยากฟังมั้ย??  เค้าว่าทำนองนี้

“ครั้งแรกสร้างโลก พระเจ้าได้เป็นผู้จัดสร้างสิ่งต่างๆ และจะเป็นผู้จัดวางทุกสิ่งทุกอย่างให้ลงตัว เมื่อถึงเวลา พระเจ้าได้ถือถุงที่เต็มไปด้วยทรัพย์สมบัติต่างๆ มากมาย และก็ได้เดินออกไปทั่วโลก เพื่อที่จะแจกของเหล่านั้นให้ได้อย่างเท่าเทียมกัน และก็เริ่มแจกสิ่งของไปเรื่อยๆ โดยให้ น้ำมันดิบ กับซาอุฯ และก็ให้ความแห้งแล้งกับซาอุฯด้วย ให้ความเจริญทางวัตถุกับสหรัฐอเมริกาจนเป็นประเทศมหาอำนาจ แต่ก็ให้ความเสื่อมโทรมทางด้านจิตใจเป็นสิ่งถ่วงดุล ให้ความเก่งกาจทางเทคโนโลยีไว้กับญี่ปุ่น แต่ก็ให้ขอบเขตเป็นประเทศที่เล็กๆขาดซึ่งธรรมชาติที่พอเพียง ให้อินเดียเป็นประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของศาสนามากมาย แต่ก็เป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่ยังลำบากยากจนอยู่ แล้วพระเจ้าก็เดินไปเรื่อยๆ จนมาถึงประเทศไทย ในขณะที่เดินข้ามภูเขา  ยอดเขาก็เกี่ยวก้นถุง ทรัพย์สมบัติต่างๆ มีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติที่สวยงาม แม่น้ำลำธาร สัตว์ป่าหายาก ทรัพยากรธรรมชาติ หินแร่ ทองคำ เงิน พลอย ดีบุก ฯลฯ ก็รั่วออกมาหมด ทุกอย่างก็ตกเป็นของประเทศไทย พระเจ้าก็ไม่ได้เก็บของเหล่านั้นใส่ถุงปล่อยเลยตามเลย แต่ก็ได้ให้ ความเห็นแก่ตัว ความขี้อิจฉา ความแก่งแย่งชิงดี คอรัปชั่น ฝากไว้ให้เป็นเครื่องถ่วงดุลแทน”

         อ่านนิทานจากต่างประเทศแล้วโยมรู้สึกอย่างไร เป็นจริงอย่างที่เค้าว่ามั้ย เค้าไม่ได้ว่าลอยๆ อันนี้เป็นเรื่องจริงแท้ๆ เลย ประเทศไทยถึงเป็นประเทศกำลังพัฒนาแบบนี้ ไม่ได้ก้าวไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วซะที ฉะนั้นถ้าเราอยากเห็นประเทศชาติมีความเจริญวัฒนาถาวร เราควรที่จะเริ่มจากอะไรให้โยมกลับไปนึกมา..  แต่ถ้าบังเอิญอาตมาเห็นเด็กประถมพูดธรรมมะได้อาตมาจะดีใจมากๆ ชมเค้า และจะวิ่งไปหอมแก้ม 2 ข้างเลย “ดีจังนะหนู อายุแค่นี้ยังคิดได้ขนาดนี้ น่าปลื้มใจแทนพ่อแม่จังเลยหนูเอ้ย ต่อไปหนูจะเป็นกำลังสำคัญให้กับชาติบ้านเมืองนะรู้มั้ย” เมื่อคิดได้แบบนี้ เท่ากับว่าอาตมาได้บุญไปกับเค้าด้วย ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการยินดีที่ผู้อื่นได้บุญ หรืออนุโมทนาส่วนบุญนั่นเอง
      เอาล่ะที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้ต้องการซ้ำเติมหรือทำให้เค้าได้รับความเสียหายนะ  แต่เป็น Case Study เป็นกรณีศึกษา ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงกับตัวอาตมาเอง อาตมาจึงวิเคราะห์ได้อย่างตรงไปตรงมา และลึกซึ้ง และนี่แหละคือความน่ากลัวของความขาดแคลน ความรัก ความอบอุ่น  เพราะเหตุนี้ การแก้ปัญหาสังคมส่วนใหญ่จึงต้องจัดการกับเด็ก ให้เด็กรู้สึกว่าเค้าไม่ได้ขาด   รู้สึกว่าเค้ามีคนเป็นห่วง ให้ความรัก ความอบอุ่น และอยู่ข้างกายเค้าเสมอ  และที่สำคัญอยากให้เค้าอยู่กับพระ อยู่กับศาสนา โตขึ้นเด็กจะซึมซับว่าครั้งหนึ่งเคยมาจากสถานที่แห่งนี้ เคยกินเคยนอนที่วัด เคยเห็นผ้าเหลืองๆ ผ่านสายตาก็ยังดี  สถานเลี้ยงเด็กส่วนใหญ่จึงอยู่ในวัด   อาตมาเองพยายามเดินทางไปเยี่ยมหลายๆที่   แต่ไม่อยากไปบ่อย เพราะเด็กๆขอของเล่นตลอดเลย มีให้ไม่พอก็จะแย่งกันร้องไห้ เพราะเค้าเห็นหน้าเราแล้วจำได้ วิ่งใส่เลยทางชายและหญิง เหมือนกีฬารักบี้อะน่ะ เด็กผู้หญิงกระโดดใส่อาตมา บ้างก็มากอดทางข้างหลัง ก็ห้ามไม่ได้นะเลยปล่อยตามเลย เพราะอยู่ที่เจตนามากกว่า จะเอาอะไรกับเด็ก 2 ขวบ พูดยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลย  ครูพี่เลี้ยงก็ร้องตกใจใหญ่  อาตมาเลยบอกไม่เป็นไร ห้ามตอนนี้เค้าก็ไม่รู้เรื่องหรอก ไว้โตหน่อยก็จะรู้เอง  การห้ามเค้ามากๆ ทำท่ากลัวหรือรังเกียจพระ  เด็กผู้หญิงที่ไม่เข้าใจจะเป็นเหมือนละครกาษานาคา  เกลียดพระไปเลยก็มี เพราะพระเป็นตัวบาป เข้าใกล้แล้วจะบาป..  

         สิ่งไหนที่อาตมาพอจะทำได้ จะให้เด็กๆก่อนเสมอ ทุกครั้งที่มีเงิน จะนึกถึงเด็กๆ เสมอ  เจอของเล่นน่ารัก ก็ซื้อเก็บไว้แจกเด็กๆ ตุนๆไว้ ในห้องของอาตมาจะมีของเล่นเสมอ แล้วเด็กๆที่เข้ามาในห้องก็มักจะเป็นเด็กหัวหมอ  ถามนั่นอะไร นี่อะไรหลวงพี่จะแจกใครหยอ   อ้าปากก็รู้ว่าจะขออะไร  ก็เลยบอกว่าเอาไว้แจกเด็กดี ขยันทำการบ้าน เชื่อฟังคุณครู  ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านหน่ะ   แล้วเราเป็นแบบนั้นรึเปล่าล่ะ   ตอบเสียดังฟังชัดเลย  เป็นครับ!!..    เอ้า!! ก็หยิบไป 1 ชิ้นซิ   พอได้ของเล่นนะ เดี๋ยวซักพักจะมาเคาะประตูห้องแล้ว หลวงพี่ทำอะไรอยู่ครับ  เป็นอย่างนี้ทุกที   จนตอนนี้ต้องพกของเล่นใส่ย่ามไว้ อย่างน้อยๆ 3 ชิ้น กันเหนียว ไว้แจกเด็กๆ นึกๆก็ขำตัวเอง เดินซื้อของเล่นที่ตลาด โยมบางคนไม่เข้าใจ ครูบา ซื้อไปเล่นเองหรอ  ก็เลยตอบว่าใช่ แล้วยิ้มๆขี้เกียจอธิบาย

 อาตมาขอให้กำลังใจสำหรับคนที่มีความสามารถ และทำในหน้าที่ของตน  ถูกแล้วที่ใช้ในทางที่เป็นประโยชน์  โดยเฉพาะพระ หน้าที่ของพระคือแพร่ธรรม เป็นตัวแทนของพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่กับเราแล้ว ฉะนั้นกระบอกเสียงที่เหลือคือพระ แล้วถ้าไม่เทศน์ไม่ทำหนังสือ ไม่ทำเว็บไซต์  ไม่ช่วยชาวบ้าน ไม่ช่วยสังคม แล้วจะให้เป็นพระทำไมล่ะ  อาตมาพูดถูกมั้ย  อาตมากลัวคนที่ว่าร้ายอาตมาเค้าจะบาปนะ เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุด อาตมาจึงเตรียมย้ายไปอยู่ในที่เหมาะสม อยู่ในที่ๆเค้าพร้อมที่จะพัฒนาร่วมกันกับอาตมา แต่ก็กลัวว่าเราจะเป็นภาระอีก เพราะถ้ามีอาตมา ก็จะต้องมีมูลนิธิพุทธบุตรอุปถัมภ์ด้วย  และต้องจัดแจงเรื่องต่างๆ อีกมากมาย ถ้าวัดไหนรับได้ อาตมาก็จะอยู่กับวัดนั้น  อยู่ในที่ที่เหมาะสมกับความสามารถของเรา อยู่กับวัดที่เค้ามองว่าความสามารถเรามีค่า มีประโยชน์ โยมว่ามั้ย   โยมบางคนก็บอกว่าทำไมถึงทนนัก หนาจริงๆ พระบางรูปเปิดแน๊บไปแล้วตั้งแต่วันแรก (ชมหรอ?) จริงๆแล้วอาตมาไม่รู้สึกหนักใจเลยนะ แต่กลัวเค้าจะทนอาตมาไม่ได้ร้อนลนเหนื่อยหัวใจไปซะก่อน แต่ที่อยู่ทนเพราะรู้สึกเสียดายตู้เย็น โยมป้าถวายให้อาตมาใช้ แต่ตอนถวายดันบอกกับเค้าว่าถวายวัด อาตมายังใช้ไม่คุ้มเลย  ก็อยู่ต่ออีกซักหน่อยแล้วกัน อยู่ให้คุ้มค่าตู้เย็น ยี่ห้อ Haier สีเขียวนี่แหละ

      
                                         

บทความโดย พระบุญนำ สาทโร   เทศนาออกอากาศ วิทยุชุมชนเทพนิมิตมงคล 98.25 Mhz 

เตรียมเทศนาในวันเสาร์-อาทิตย์ ที่ 19-20 มกราคม 2551

 

copy ข้อมูลมาจาก  www.watisan.com  วัดอีสานดอทคอม

ยินดีเผยแพร่แต่ต้อง copy ข้อความทั้งหมด และกรุณาอย่าเปลี่ยนแปลงข้อความ





สถาบันกวดวิชาจุฬาติวเตอร์ กวดวิชา CU-AAT CU-TEP CU-BEST SMART-I SMART-II   สยามบุรีทราเวลทัวร์ พาทัวร์ทั่วไทย เที่ยวทุกทิศทั่วไทยไปกับสยามบุรี ด้วย
35 หลักสูตรของโมติวา  องค์กรของท่านจะทยานสู่เป้าหมายสูงสุดที่วางไว้  

  Monstersfactor We are the top designer and manufacturer of Punk Custom T Shirt, Graphic T Shirt. with an exclusive range of tshirts hell online plus the best customer service.

 ศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย enterTraining.in.th ThaiPortfolio.com - Portfolio เพื่อนักพัฒนาไทย สถาบันกวดวิชาจุฬาติวเตอร์ สอนพิเศษ เรียนพิเศษ สอนที่บ้าน เรียนที่บ้าน กวดวิชาที่บ้าน ติวที่บ้าน สอนพิเศษ เรียนพิเศษ กวดวิชา  

 สินค้าพรีเมี่ยม พรีเมี่ยม ของพรีเมี่ยม โฆษณาประกาศซื้อขาย ร้านค้าออนไลน์ สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า นาฬิกา กล่องผ้าไหม  Knang Makeup Artist มืออาชีพ บริการแต่งหน้า ทำผม ทั้งในและนอกสถานที่ แต่งหน้าเจ้าสาว แต่งหน้านางแบบ แต่งหน้ารับปริญญา รวมทั้งสอนแต่งหน้าตัวเอง clip vdo สอนแต่งหน้า 
© 2010 All Rights Reserved
Powered by
www.trainingbymotiva.com