Home Web Board Contact Us About Us
Main Menu
ตัวอย่าง บริษัท / องค์กร ที่จัดทำ IN-HOUSE
สมัครสมาชิก
กิจกรรมฝึกอบรม
แนะนำวิทยากร
สำรองที่ / registration
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
download แบบฟอร์ม
ตารางการอบรม 2553 -2554 (link)
ตารางอบรม 2553 - 2554
รายการหลักสูตร In-house
เอกสารสำรองที่.doc
เอกสารสำรองที่.pdf
แผนที่โรงแรม
เส้นทาง BTS - MRT
โรงแรมลันตานา รีสอร์ท
โรมแรมเวโรนิก้า
โรงแรมออลซีซั่นส์ โกลด์ ออร์คิด
Princeton Park Suite
สาระความรู้
ห้องสมุดกฎหมาย
ห้องสมุดดิจิตอล
ดิกชั่นนารี่ออนไลน์

เชื่อในเรื่องของเหตุผล

 

        ขอความเจริญในธรรมจงมีแก่ญาติโยมทั้งหลายโดยทั่วกัน อาตมาขอใช้โอกาสนี้ใช้ธรรมเป็นเครื่องชี้แนะญาติโยมทั้งหลาย เราอาจจะไม่ได้มีโอกาสพูดคุยกันบ่อยนัก หรือบางทีอาตมาอาจจะสึกหรืออาจจะเป็นอะไรไปซะก่อนก็ได้ ชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน กรรมไม่เลือกกระทำไม่ว่าจะเป็นพระหรือเป็นใคร เมื่อถึงเวลาก็ต้องโดนอำนาจของกรรมเล่นงาน  แต่สิ่งที่อาตมาอยากจะฝากไว้และอยากจะให้โยมได้กันทุกคนก็คือ ให้ได้ปัญญา ให้ดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท ให้มีจิตใจเมตตาอ่อนโยน รู้จักรักและเห็นใจผู้อื่น รู้จักสงสาร แต่ไม่ใช่อ่อนแอ ฝึกให้เป็นพรหม ฝึกให้เป็นพุทธะที่มีตัวตน มีเนื้อหนัง เห็นได้จับต้องได้ ฝึกกันตั้งแต่อยู่บนดินนี่แหละ ยังไม่ต้องคิดไกลถึงโลกหน้า ปฏิบัติในโลกนี้ให้ได้สำเร็จก่อน โลกหน้าค่อยว่ากัน เมื่อโยมทำได้แบบนี้ ก็จะเข้าข่าย “รู้จักสร้างเหตุที่ดี ย่อมได้ผลที่ดี”   เราย่อมได้ผลที่ดีแน่หากเราสร้างเหตุดี หมั่นสร้างกรรมขาว หมั่นสร้างกรรมดีไว้ให้มากๆ ผลจะได้เห็นกันในชาตินี้ โยมไม่ต้องรอนานถึงชาติหน้าเลย

 

       แต่ก็แปลกเหมือนกันนะทำไม คนบางคนฟังแล้วเข้าใจ ไม่ต้องพูดอะไรเยอะ แล้วบางคนพูดจนปากแทบฉีกก็ไม่เข้าใจ  โยมเคยคิดสงสัยบ้างมั้ย  หรืออ่านหนังสือธรรมะก็เหมือนกัน หนังสือธรรมะส่วนใหญ่จะมีคำสอนที่เป็นประโยชน์อยู่ในนั้นต่างๆ มากมาย บางคนอ่านแล้วบอกว่าเป็นเรื่องที่ยากมากถ้าจะทำตาม บางคนอ่านแล้วมองว่าอาจจะทำได้ไม่เห็นจะยากเลย หรือบางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ เด็กๆ หมูๆ กล้วยๆ จิ๊บๆ ก็เป็นได้   ด้วยความที่รับเราข่าวสาร แล้วเกิดความเข้าใจยากหรือเข้าใจง่าย แต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่ที่เหตุ ที่ปัจจัย แต่ละบุคคลได้สร้างเหตุสร้างปัจจัย มาจากแต่ครั้งก่อนไม่เท่ากัน ไม่มีใครมีเท่ากัน คนที่สร้างมามาก มีบุญมาก มีบารมีมาก  มีปัญญามาก อ่านแล้วคิดตาม ฟังแล้วคิดตาม แล้วก็นำไปปฏิบัติได้อย่างสบายๆ    คนที่สร้างมาน้อย มีบุญน้อย มีบารมีน้อย มีปัญญาน้อย อ่านแล้วอาจจะไม่เข้าใจ ฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ  แถมยังว่าไร้สาระบ้าบอ หรือบางทีรับข่าวสารไม่ครบก็ตีโพยตีพายไปก่อนแล้ว อ่านยังไม่ครบทุกตัว อ่านยังไม่ทันจบเล่ม ฟังยังไม่หมดประโยคเลย ก็ว่าแล้ว อ้างชาวบ้านเค้าก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น จะมาแหวกแนวออกไปไม่ได้หรอก ฯลฯ ความคิดแบบนี้แหละที่ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “การปิดกั้นบุญกุศล” การปิดกั้นบุญกุศลนี้ ทำให้โยมหมดโอกาสที่จะสะสมบุญ ได้บุญมาเท่าไหร่  ก็ใช้ออกไปหมด รั่วออกไปหมด คืนเจ้ากรรมนายเวรเค้าหมด  ก็เพราะการใช้ความเคยชินนี่แหละที่ทำให้เราไม่รู้จักคิดด้วยตัวเอง เลียนแบบและทำตามๆ กันไป ไม่รู้จักคิดด้วยเหตุด้วยผล  อย่าลืมว่าศาสนาพุทธของเราเน้นในเรื่องการเชื่อเรื่องกรรม  คือการเชื่อในเรื่องของผล และเหตุ  ถ้าไม่มีผล จะมีเหตุได้อย่างไร  ว่าไปแล้วคนในสังคมถ้าจะให้อาตมาเปรียบก็คงจะเปรียบแล้วก็เหมือนกับปลาที่ว่ายตามกระแสน้ำ ว่ายไปเรื่อยๆ ว่ายตามๆ กันไป เอ็งไปไหนข้าไปด้วย  ถูกกระแสน้ำ ถูกกระแสกรรมพัดไปเรื่อยๆ ไม่มีใครคิดที่จะว่ายทวนน้ำ  ไม่มีใครคิดที่จะว่ายทวนกระแสกรรม ไม่คิดจะว่ายไปจนถึงต้นน้ำ ว่ายไปจนถึงต้นกรรมและกระโดดข้ามผ่านมันไป แต่เมื่อโยมยังเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้การสะสมบุญของโยมเป็นไปได้ยากและช้าลง   ถ้าจะให้เปรียบอีก ก็คงจะเปรียบเสมือนการที่เราตักน้ำใส่ตุ่มที่มีรูรั่ว ถ้ารูมีมาก รูมีเยอะ เราตักน้ำใส่เท่าไหร่ มันก็ไม่เต็มสักที แต่ถ้าเราอุดรูรั่วมันซะหมดไม่มีรูรั่วหลงเหลืออยู่ ใส่น้ำวันละ 3 หยด  มันก็เต็มจนได้ล้นได้ จริงมั้ย  อาตมามองเห็นอนาคตอยู่คนนึงเป็นคนใกล้ตัวอาตมา เป็นญาติๆนี่แหละ เค้าแทบไม่เคยทำบุญเลยนะ ขี้เหนียวมาก แต่กับเรื่องอื่นจ่ายได้ เสียได้ เท่าไหร่เท่ากัน  เก็บเงินซื้อรถซื้อที่ดิน  ซื้อสิ่งเหล่านี้ได้อย่างสบาย  แต่จะควักทำบุญซักร้อยนึง คิดแล้วคิดอีก จนทุกคนรู้กิตติศัพท์ว่า เจ้าสัวขี้สูต  หาแต่เงินอย่างเดียวแล้วก็เก็บๆๆ ไม่เคยคิดทำบุญเลย  ใจเค้าปิดและมืดบอดมาก แต่โดยรวมแล้วเค้าก็เป็นคนดีนะ รักลูกๆเอาใจใส่ดี แต่ถ้าได้เรื่องทำบุญอีกนิดจะทำให้เค้ามีอนาคตที่ดีกว่านี้ แต่คิดถึงแล้วสงสารมาก อนาคตเค้าจะต้องอดอยากหิวกระหาย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย และเค้าจะไม่ได้อะไรเลยในสิ่งที่เค้าสร้างๆเอาไว้ เพราะสมบัติที่เราหามาได้นี้ไม่ว่าจะมากแค่ไหน ก็ต้องตกเป็นของคนอื่นอยู่วันยังค่ำ  ที่เค้าเรียกว่าสมบัติผลัดกันชม  และยังมีนิสัยริษยารุนแรงด้วย  เห็นคนอื่นดีกว่าไม่ได้ เรียกร้องความเป็นธรรม จะต้องมีความเท่าเทียมกัน หาทางทำให้เท่ากันยังไงก็ต้องเท่า  จิตใจเค้าเหมือนอยู่ในถ้ำซึ่งมืดมิดสนิท กลางวันกลางคืนเค้าจะมองไม่เห็นแสงสว่าง เสียงจะดังแค่ไหนเค้าก็ไม่ได้ยิน มีคนรักและหวังดีกับเค้าหลายคน แต่แล้วก็เหมือนพูดให้คนหูหนักตาบอดฟัง ที่สุดก็ไร้ผล  

ในเมื่อไม่เคยรู้จักการให้

ก็จะไม่เป็นผู้ที่สมควรได้ 


ในเมื่อไม่เคยรู้จักความอิ่ม

ก็จะเป็นผู้ที่มีแต่ความหิวโหย 

 
ในเมื่อไม่เคยรู้จักกับบุญที่แท้จริง

ก็จะมีแต่บาปกรรมที่จริงแท้

 

       อาตมาก็ได้แต่สวดภาวนาให้เค้ารอดพ้นจากความคิดแบบนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป และก็ภาวนาขอให้มีคนที่จะเก่งพอที่จะถือระเบิด ไประเบิดถ้ำนั้นให้แตกกระจายไป จนจิตใจของเค้าหลุดจากพันธนาการจนได้พบแสงสว่าง คนๆ นั้นได้เป็นผู้ที่ได้บุญอย่างมหาศาลเลยทีเดียวนะโยม

นีหเรเถว  ทาเนน   ทินฺนํ โหติ   สุนิพฺภตํ
ทินฺนํ  สุขผลํ  โหติ   นานินฺนํ  โหติ   ตํ   ตถา.

พึงนำสมบัติออกด้วยการให้วัตถุที่ให้แล้วย่อมเป็นอันนำออกดีแล้ววัตถุที่ให้แล้วย่อมมีสุขเป็นผล   ส่วนวัตถุที่ยังไม่ได้ให้นั้น   ย่อมไม่มีสุขเป็นผล 

        ที่ได้พูดมาเนิ่นนานนั้นเป็นเพราะเหตุทั้งสิ้น  เป็นจากการสั่งสมบุญกุศลมาจากครั้งก่อน คนที่มีมากก็เข้าใจง่าย สะกิดนิดเดียว สว่างเลย  ส่วนคนที่มีน้อย เอาซุงกระแทกหัวก็ยังไม่เข้าใจ ยังทึบๆ ตื่อๆ บื่อๆอยู่  ทีนี้ผู้ฟังรายการแสงธรรมส่องใจ เป็นคนแบบไหน  เป็นแบบสะกิดแล้วเข้าใจ หรือต้องใช้ซุงกระแทก จึงจะเข้าใจ     จริงๆแล้วไม่ยากเนอะ ก็แค่เปิดใจรับฟัง แล้วก็ตอบว่า แม่นๆๆ จริงคักๆๆ ให้เราพูดไปเรื่อยๆ ที่ได้ยินได้ฟังเสียงอาตมา เดี๋ยวก็ซึมเข้าสมองเอง จริงมั้ย  เท่านี้เราก็กลายเป็นคนที่สร้างบุญมามากแล้วเพราะเราเข้าใจแล้วนี่  เหลือแต่ลงมือปฏิบัติตาม โยมจำคำอาตมาไว้นะ   “ธรรมมะที่สุดยอดเลิศล้ำ วิเศษพิสดารสักแค่ไหน  แต่ถ้าเราได้ยินได้ฟังแล้ว ไม่ทำ ก็จบ ก็ไร้ค่า” 

ในช่วงนี้เราจะพูดถึงการบริหารเงิน ในกระเป๋า   ซึ่งอาตมาตั้งชื่อ โครงการ เดือนละ 100 บาท  โครงการนี้อาตมาเพิ่งคิดได้เมื่อ 8 มค 51 เป็นเรื่องของการบริหารเงินอย่างเหมาะสมและมีหัวคิด  อาตมาเสนอวิธีคิดง่ายๆในการใช้เงินให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง(จริงๆซะที) ประโยชน์ในที่นี้คือ ฝีกนิสัยการเป็นผู้ให้๑  รู้จักคุณค่าของเงิน๑  การเพิ่มมูลค่าของเงินด้วยการทำบุญ๑    เริ่มจาก ตย. เรามีเงินเดือน 5,000 บาท ควรแบ่งเงินไว้ 3 ส่วนคือ

1.ใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค ค่าบ้าน ค่ากิน ค่าซื้อของฯลฯ ไม่ระบุ% เพราะมันไม่แน่นอนแต่ละคนมีภาระมากน้อยไม่เท่ากัน  แต่สำหรับส่วนอื่นๆระบุได้
สำคัญ.ลดการนำออก ก็จะได้มาซึ่งเงินเก็บที่เพิ่มขึ้น   คิดถึงประโยชน์ของสิ่งของที่เราจะซื้อ เช่น
-เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหรือไม่ ฯลฯ บุหรี่หรือเหล้าไม่ต้องซื้อเพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ลองคำนวณดูเงินที่ซื้อของพวกนี้ไม่น้อยเลยนะ
-เรามีของสิ่งนี้แล้วหรือไม่ ถ้ายังมีอยู่ก็ไม่ควรซื้ออีก สินค้าแฟชั่นไม่ต้องซื้อเดี๋ยวมันก็ล้าแล้ว
-อย่าซื้อสินค้า 1 แถม1 เพราะจะจ่ายแพงกว่าเดิม
-นึกถึงสิ่งจำเป็นที่สุดที่เรายังขาด เขียนไว้แล้วออกไปซื้อ คำนวณเงินคร่าวๆ เผื่อขาดเหลือ 100 บาท เวลาไปซื้อของให้เอาเครื่องคิดเลขไปด้วยเพื่อคำนวณปริมาณกับราคาว่าคุ้มมั้ย

2.เก็บเงิน 5%= 250บาท หยอดกระปุกไว้ ควรเลือกกระปุกที่เปิดไม่ได้หรือใส่ปี๊ปเจาะรูไว้ด้านบน แล้วไม่ต้องเล่นหวย ให้เขียนแปะปี๊ปไว้ว่า ลาปจานใหญ่ ใส่เงินแล้วทำลืมๆไปซะ 

3.ทำบุญ 1% =50 บาท เท่านี้ก็คงพอแล้วล่ะสำหรับ การได้มาซึ่งการปลูกฝังพฤติกรรมการรู้จักให้ 50บาท นี้เป็นอย่างน้อยนะ  ใครจะทำได้มากกว่านี้ก็จะเป็นเรื่องดีสำหรับตนเอง  แต่อย่างน้อยๆ ทำบุญ เดือนละ 100 อย่างสม่ำเสมอ น่าจะพอสมควร  

 

 

 แล้วจะทำบุญได้ที่ไหนล่ะ เยอะแยะไป หาดูเอาเถอะ แต่อาตมาเน้นเรื่องเทคนิคของการเพิ่มคุณค่าของทำบุญไว้คร่าวๆ ดังนี้   ให้สังเกตว่า

1. เงินทำบุญจะเป็นประโยชน์กับคนส่วนน้อย หรือส่วนมาก (คือการเดินทางของเงินจะตันแค่ไหน) เช่น ถ้าเราทำบุญกับขอทาน ประโยชน์คือการต่อชีวิตของเค้าและครอบครัวของเค้า ให้มีอายุยาวขึ้น ประโยชน์ของเงินได้อย่างมากไม่เกิน 5 คน  ถ้าทำบุญกับเด็กๆเล็กๆ ด้านอาหาร การศึกษา คือการช่วยให้เค้ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และโตขึ้นจะมีโอกาสในการเป็นคนดีมีประโยชน์ต่อสังคม เมื่อเค้าเป็นผู้ใหญ่แล้วจะไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร(นักจิตวิทยาเด็กก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย) โดยสามารถส่งเสริมให้กับสถานเลี้ยงเด็กเล็กที่มีอยู่เต็มไปหมด ในส่วนนี้เป็นประโยชน์อย่างน้อยๆ 50คน หรือมากกว่านั้นตามจำนวนเด็กในสถานเลี้ยงเด็กนั้นๆ   ถ้าทำบุญปล่อยสัตว์(ในตลาดสด) คือการช่วยชีวิตของสัตว์เหล่านั้นได้พ้นเคราะห์ และให้คนที่จะกินสัตว์เหล่านั้นได้พ้นเคราะห์ด้วย เท่ากับเป็นการต่อชีวิตให้กับตัวเราเองและผู้อื่น  แต่ถ้าจะให้ดีเราต้องละเลิกการกินสัตว์ด้วย เริ่มจากสัตว์ใหญ่ก่อน (ไว้เขียนบทความเรื่องนี้เสร็จก่อนจะมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติม)  การช่วยด้านนี้เป็นประโยชน์เท่ากับจำนวนผู้ที่จะซื้อสัตว์นั้นๆไปกิน ประมาณ 5-10 คน   การทำบุญกับมูลนิธิของในหลวง เป็นประโยชน์กับคนส่วนมาก ที่เป็นเกษตรกร ซึ่งช่วยให้เค้ามีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ และช่วยให้เรามีอาหารกินได้ทั้งประเทศ อย่างน้อยๆ 30 ล้านคน   การทำบุญเพื่อสร้างสิ่งต่างๆในวัด  คือการช่วยทำให้ศาสนาคงอยู่สืบไป ทั้งนี้เพื่อช่วยขัดเกลาจิตใจ มีสถานที่ประกอบพิธีกรรมที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาจิตใจ   เป็นหลักเป็นสัญลักษณ์ของการมีศาสนา เป็นที่พึ่งให้กับคนในศาสนาพุทธ แต่ถ้าไม่เข้าวัด หรือเข้าไปไหว้พระเฉยๆ ก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน   การทำบุญกับผู้ที่เผยแพร่ธรรม  หรือผู้ที่ทำงานเชิงรุก ถึงเราจะช่วยเรื่องความเป็นอยู่ และพยายามแก้ปัญหาจนประสบความสำเร็จ นั่นคือภายนอก แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการแก้ปัญหาใจ แก้ที่ภายใน ธรรมมะและข้อคิดต่างๆ ของผู้ที่ทำงานด้านนี้ ถ้ายิ่งไปได้ไกลเท่าไหร่ และได้เข้าถึงคนมากขึ้นเท่าไหร่ ไม่ต้องการจำนวนมาก ขอแค่ คนเดียว ที่เข้าใจธรรมมะ เข้าใจธรรมชาติ เข้าใจความเป็นจริง  คนเดียวเท่านั้น เค้าจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นต่ออีกนับไม่ถ้วน ประโยชน์ในที่นีคือการปลุกให้เป็นผู้ ตื่น ให้รู้ว่าเราเกิดมาทำไม ก็พอแล้วสำหรับการสร้างสังคมที่น่าอยู่ขึ้น  ไม่จำเป็นต้องเป็นพระ คนธรรมดาหรือใครก็ได้ที่เค้ามีความสามารถในการปรับแนวคิด วิธีคิดในทางที่ถูกต้องให้กับเราได้ จงช่วยคนเหล่านั้น เพราะส่วนใหญ่ เค้าทำด้วยศรัทธาและกำลังของตัวเอง จึงมีน้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จ เพราะขาดเงินสนับสนุน

2. ทำบุญให้ตรงกับความต้องการของผู้ที่จะทำบุญ  หากเราทำบุญในการสร้างสิ่งต่างๆ กับผู้ที่เค้าสร้างเสร็จแล้ว หรือมีครบแล้ว บุญก็จะได้ได้น้อยลงไปตามส่วน ฉะนั้นผู้ฉลาดส่วนใหญ่จึงอยากที่จะทำบุญกับวัดที่เค้ายังไม่ได้สร้าง หรือยังสร้างไม่เสร็จ หลายคนอยากทำบุญกับวัดที่จนๆ ดาราก็เยอะที่ทำแบบนั้น เพราะเค้าเข้าใจการเพิ่มคุณค่าของเงินนั้นเอง
 
        เอาล่ะพอเข้าใจนะ ว่าบุญเกิดได้จากสิ่งใด อาตมาสรุปให้ฟังด้วยคำที่เข้าใจได้ง่ายๆ เพราะอาตมาไม่อยากใช้คำที่เข้าใจยาก ให้โยมฟังแล้วไม่ต้องเคี้ยว กลืนลงไปเลย จบ.  หากผู้ที่ยังไม่รู้ว่าจะทำบุญกับใครที่ไหน  ในเว็บไซต์แห่งนี้มีผู้ที่รอโอกาสต่างๆ อยู่มากมาย ซึ่งทั้งหมด เน้นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และสามารถทำบุญได้อย่างตรงความต้องการ และทำได้โดยตรงกับผู้ที่ต้องการด้วยไม่ต้องผ่านใคร ติดต่อกับเบอร์โทรศัพท์และเบอร์บัญชี ของท่านเจ้าอาวาสจากวัดต่างๆ  หรือผู้ที่รับผิดชอบในส่วนต่างๆ มีทั้งหมดแล้ว ในยุคนี้คือยุคเทคโนโลยี การทำบุญก็สะดวกมากโอนเข้าบัญชีได้เลย ไม่ต้องทำซองผ้าป่าเหมือนแต่ก่อน ในการทำบุญไม่ต้องทำเยอะ ทำตามสมควร ไม่ต้องเอาหน้า เพราะบุญจะเกิดได้จาก ความยินดีในการให้เท่านั้นนะ จำไว้  ฉะนั้นไม่ต้องเอาเงินให้กับมือก็ได้บุญ เพราะ จิตของเราที่กำลังขณะกดปุ่ม "ยืนยัน" ในตู้ATMสำคัญกว่า  ใจเราต้องระลึกถึงว่าเงินที่เรากำลังจะโอนให้นี้ จะต้องเป็นประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เราไม่เสียดายเลย แล้วกดเลย  สาธุ
  

  ในช่วงต่อจากนี้ อาตมาจะขอเล่าเรื่องจริงผ่านวิทยุให้โยมได้ฟังกัน วันนี้เราจะคุยกัน 2 เรื่องควบเลย เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและส่งผลในปัจจุบัน อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่ส่งผลถึงปัจจุบัน
เรื่องแรกก่อนคือเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและส่งผลในปัจจุบัน  อาตมาจะเล่าเรื่องจริงที่ประสบกับพระสงฆ์รูปหนึ่ง ในส่วนนี้ได้ย่อยเป็น 2 เรื่องอีก  เริ่มจาก วันที่ 8 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 11-12 น. พระสงฆ์รูปนี้ ก็เดินทางไป ทำบุญงานปริวาสกรรม ที่วัดป่าสายนาดง อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ ได้ไปถวายน้ำดื่ม และก็ปัจจัยส่วนหนึ่งในงานปริวาสกรรมในวันนั้น ก็ได้เดินทางกลับมาถึงวัด ประมาณ 4-5 โมง เย็น ก็ได้นัดหมายกับพระสงฆ์อีกรูปนึง จะเลื่อยไม้เพื่อทำศาลาอเนกประสงค์ จัดกิจกรรมงานปฏิบัติธรรม ในวัด โดยเป็นไม้ยางที่โค่นล้มตามธรรมชาติในฤดูฝนที่ผ่านมา ที่ขวางทุ่งนาเพื่อทำการเกษตร โดยเจ้าของนาได้มอบถวายวัดเพื่อทำสาธารณะประโยชน์ ทางวัด ทางผู้ใหญ่บ้าน ทางชาวบ้าน ก็ได้ช่วยกันเลื่อยไม้ ก็ได้ดำเนินการเลื่อย ในเวลาประมาณ 6 โมงกว่า จนถึงเวลาประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ก็ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบถามว่าเลื่อยไม้อะไรกัน เอาไปทำอะไร พระสงฆ์รูปนั้นก็เลยบอกว่าเลื่อยไม้จะไปทำศาลาในวัดแห่งหนึ่ง ก็เจรจากันกับเจ้าหน้าที่คนนั้น พูดกันตั้งนาน ก็ไม่เข้าใจกัน พยายามหาเหตุผลแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจคนนั้นก็ไม่ฟัง จะจับท่าเดียว พระสงฆ์รูปนั้นกำลังทำเพื่อวัด เพื่อส่วนรวม ก็ไม่ฟังเสียงอะไรทั้งสิ้น กระทั่งเค้าได้วอเรียกสารวัตรในพื้นที่ มาทำการจับกุม ชาวบ้านในเวลาประมาณ 4 ทุ่ม ทั้งหมดก็เลยไปโรงพักในพื้นที่ ก็เจรจาอยู่เค้าก็จับคนเลื่อยไปกักขังไว้เมื่อประมาณ 5ทุ่ม จนถึงวันใหม่ 9 มค 51 ก็ได้มาเจรจาประกันตัวผู้ต้องหา โดยใช้ตำแหน่งของอบต. 2 ท่าน มาประกันตัวออกไปในเบื้องต้น   ทางตำรวจเค้าอ้างว่าจะเสียค่าเรื่องจะส่งศาล ว่าด้วยเรื่องเลื่อยและไม้ ผิดกฎหมายเป็นไม้หวงห้าม ประมาณ 5 หมื่นบาท พระรูปนั้นพยายามขอความเป็นธรรม กับท่านนายอำเภอว่า โดยเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ท่านฟังตามลำดับ โดยตลอด ท่านก็รับปากว่าจะดูแลให้ และก็วันถัดมา ก็ปรึกษากับทนายความและคุยกับโยมท่านหนึ่งที่เป็นกรรมการ กตร. ว่าจะมีทางแก้หรือไม่อย่างไร และสรุปจนหาทางออกในเรื่องนี้ได้แล้ว จากนั้นเรื่องต่างๆก็จบไป

 

แล้วเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้นจนได้  เจ้าหน้าที่ตำรวจนายหนึ่งที่ไปจับกุมไม้ ได้เกิดวิกลจริต เสียสติ ภายใน 2-3 วัน หลังจากการจับกุม ญาติพี่น้องและเพื่อนเค้าได้ส่งไปโรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์(โรงพยาบาลโรคจิต) เรียบร้อยแล้ว 

         หลังจากการจับกุม 1 อาทิตย์ ตำรวจอีกนายหนึ่งที่ได้ไปจับกุมในครั้งแรก ก็โดนคำสั่งย้าย 24 ชั่วโมง โดยไม่ทราบสาเหตุ

สรุปในเรื่องแรก   ในเมื่อพระสงฆ์เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัย เพื่อการเผยแพร่พระศาสนา ทำนุบำรุงพระศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรือง ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น แต่แล้วพระรูปนี้ ก็ได้เจอกับเหตุการณ์แบบนี้  นั้นเท่ากับว่า โยมเจ้าหน้าที่ทั้งหลายที่ล่วงเกิน ไม่แต่เฉพาะพระสงฆ์เท่านั้น แต่เป็นพระพุทธเจ้าด้วย ถือเป็นบุคคลที่ขัดขวางทำลายพระพุทธศาสนาด้วย โทษจึงมีมากเห็นได้ทันตา

        เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนถึงสาธุชนว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากกรรม จากพญามาร ขนาดอาตมาบวชเป็นพระอยู่ในผ้าเหลืองก็หนีไม่พ้น แล้วถ้าเป็นโยม ที่ยังไม่เคยได้สร้างบุญ หรือยังไม่เคยคิดที่จะสร้างบารมีล่ะ จะเป็นเช่นไร อาจจะเจอกับเหตุการณ์ที่หนักกว่านี้ ท่านจะรับมืออย่างไร

         การสร้างบารมีนี้เป็นเกราะป้องกัน พญามารได้ ถ้าบารมีเราแก่กล้า หรือมีบารมีมากพอ ก็จะขจัดปัดเป่า เรื่องร้ายๆ ให้กลายเป็นดีได้ เรื่องที่หนัก ก็จะทุเลาเบาลงได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะลบล้างกรรมได้ เพราะเราต้องชดใช้กรรมที่ก่อขึ้นไว้ในปางก่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชีวิตต้องใช้ด้วยชีวิต ฟังๆแล้วเหมือนหนังจีน แต่นี่คือเรื่องจริง 
ทีนี้โยมคงมองเห็นแล้วว่ากรรมเกิดจากสิ่งใด แล้วต้องแก้กรรมจากสิ่งใด และควรที่จะสร้างบารมีสร้างบุญได้แล้ว เริ่มจากวันนี้ เริ่มจากใจดี คิดดี พูดดี และทำดี เท่านี้ทุกอย่างก็เป็นมงคลดีแล้ว เริ่มก้าวย่างแรกได้ถูกแล้ว เหลือแต่ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงนั่นเอง

 

    ที่นี้เป็นเรื่องที่สอง ซึ่งยังอยู่ในช่วงแรก เรื่องที่สองนี้ มีคนสร้างกรรมกับพระสงฆ์อีกเช่นกัน แล้วพระสงฆ์ก็กำลังโดนละเมิดสิทธิ์ความยุติธรรมในทางโลกอยู่ ถึงทางโลกจะตัดสินให้เสมอกัน แต่จะมีอยู่กฎหนึ่ง ที่เที่ยงธรรมและยุติธรรมสำหรับผู้ที่เรียกร้องทุกๆคน นั่นคือกฎแห่งกรรม  ในส่วนนี้อาตมาไม่อยากให้เกิดกับคู่กรณีเค้าเลย แต่มันคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเค้าได้สร้างเหตุเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั่นเอง  เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2551 เวลาประมาณ 13.30 น. รถตู้ที่อาตมานั่งมาพร้อมกับพระสงฆ์อีก 2 รูป โดนปาดหน้าประสบอุบัติเหตุจนตกที่ร่องกลางถนน แต่คู่กรณีใช้ความเป็นคนในพื้นที่ และตำแหน่งที่พอมีหน้าตา ทำให้กลายเป็น ความประมาทร่วม ซึ่งในรูปคดีแล้วเค้าเป็นผู้ประมาทแท้ๆ ในครั้งแรกเค้าอ้างว่า
“รถเก๋งคันข้างหน้าเบรคกระทันหัน แล้วเค้าขับตามมาข้างหลัง เบรคแล้วเอาไม่อยู่ รถเสียหลัก เบี่ยงออกมาเลนส์ขวา แล้วโดนรถตู้ชนเข้า”   คืออย่างนี้ ทั้งคู่เค้าอยู่เลนส์ซ้าย แต่รถตู้วิ่งอยู่เลนส์ขวา แต่สิ่งที่อาตมาเห็นด้วยกันคือเค้าไม่ได้เสียหลัก แต่เข้าหักหลบรถเก๋งคันนั้นออกมาเลนส์ขวา ต่างหาก ซึ่งท้ายสุด เค้าซักไปซักมาก็ยอมรับว่า กลัวจะชนรถเก๋งจึงหักหลบ  อาตมายังอัดเสียงเก็บไว้ในโทรศัพท์เลย เค้าพูดจากลับไปกลับมา

           ลักษณะที่รถตู้ชนกระบะ คือ ไฟหน้าซ้ายรถตู้ ชนตรงกระบะหลังตรงล้อหลัง ข้างขวา  ถามว่ากรณีนี้ใครเป็นฝ่ายผิด ลักษณะการขับคือห่างกันไม่กี่เมตร เกือบจะตีคู่กันมาเลยก็ว่าได้ แล้วเค้าหักมา รถตู้พยายามเบรคแล้ว แต่เบรคยังไงก็ไม่ทันแล้ว จึงพากันลงไปอยู่คร่อมคู ถ้าใครเข้าไปดูในเว็บไซต์ได้นะ จะมีรูปภาพประกอบด้วย แล้วมีแต่คนด่าคู่กรณี ซึ่งอาตมาไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนั้นเลย เพราะด่ากันก็ไม่มีประโยชน์ รถที่พังไปก็ไม่สามารถเด่งคืนกลับมาสวยเหมือนเดิม   ในระหว่างนั้นก็คุยกันอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง คู่กรณียืนยันว่าเป็นเหตุสุดวิสัย อาตมาเป็นพระก็ได้แต่ยืนอ้าปากหวอ เถียงเค้าไม่เป็น จะไปยืนโวยวายมากไม่ได้ เสียจริต แต่ท้ายสุดเค้าก็ยอมรับว่าเค้าผิด และยินดีจ่ายให้ 5000 บาท โยมเอ๋ย อาตมาฟังแล้วอยากจะเป็นลมกันเป็นแถบๆ เอาไปซื้อไฟหน้ายังไม่ได้เลย

          จะไม่ให้ยอมรับผิดได้อย่างไร อาตมาจะสอนเอาไว้นะว่า อย่าว่าอาตมาเป็นพระจะสอนขับรถได้อย่างไร คุณโยมก่อนจะมาเป็นพระอาตมาขับรถมาแปดปีนะ ไม่เคยเกิดอุบัติเหตุเลย ขนาดทางไกลหลับในตลอด เก่งขนาดไหน   ฉะนั้นการขับรถ ต้องระวังตัวอยู่เสมอ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ กรณีที่ตามตูดเค้าจนเบรคไม่ทัน คุณก็ขับรถประมาทแล้ว เค้าถึงปรับคนที่ชนท้ายไง เพราะประมาท  เพราะไม่เว้นระยะห่าง แล้วการที่ตัดสินใจหักขวาเอาอะไรคิด ต้องนึกเสมอว่าเราไม่ได้ขับรถบนถนนหน้าบ้านนะ แล้วเลนส์ขวา รถมาเร็วอยู่แล้วไม่ต้องเป็นห่วงเลย เมื่อคิดจะหักขวา ก็ต้องพร้อมรับสำหรับการชน

1. ถ้าคนที่อยู่เลนส์ขวาเป็นรถมอเตอร์ไซค์ เค้าอาจจะตายได้
2. ถ้าเป็นรถเก๋ง กระบะ ปิคอัพ ก็จะเป็นเหตุการณ์คล้ายกัน
3. แต่ถ้าเป็นรถสิบล้อ รถบรรทุก รถบัส เท่ากับว่าโยมไม่ตายหรอ คงไม่รอดมาเถียงคอเป็นเอ็นอย่างนี้หรอก

       ถ้าเกิดกรณีนี้กับใครก็ตาม ทางที่ดี ควรยอมรับความผิดที่ก่อไว้คือ ประมาทขับรถกระชั้นชิดจนเบรคไม่อยู่ ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้หักซ้ายลงทุ่งนาไปเลยจะปลอดภัยกว่า อย่าเห็นแก่ตัวอย่าเอาแต่จะรอดฝ่ายเดียว แล้วลำบากคนอื่น สร้างกรรมให้คนอื่น    ฝ่ายคุณโยมผู้หญิงก็เหมือนกัน "อย่าไปยอมนะ ยืนยันคำเดิม 5000" อาตมาแอบได้ยินแล้วตายๆๆ กับพระกับเจ้ายังโดนแบบนี้เลย แล้วถ้าเป็นโยมด้วยกันไม่ต้องตบกันแย่หรอเนี่ย

…พวกเธอกำลังสร้างกรรมให้กับพระนะ โดยปัดความรับผิดชอบให้เราที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ โดนลูกหลงเพราะการตัดสินใจของโยมเนี่ย มันยุติธรรมแล้วหรอ

  จนล่าสุดเค้าจ่ายค่าซ่อมให้ 7,000บาท จากการประเมินค่าซ่อมแล้ว 45,000 บาท  แล้วพระจะหาเงินที่ไหนได้ล่ะ ก็เป็นสิ่งที่พระสงฆ์ก็ต้องขอทานเค้าต่อไป อาตมาเองก็คงจะต้องขายบริการช่วยด้วย ถือว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ว่างั้น  เดี๋ยวก่อน! ขายบริการในที่นี้คือบริการต่างๆที่มีอยู่ในเว็บไซต์ เช่นทำเว็บไซต์ให้กับองค์กร ธุรกิจ หรืออะไรก็แล้วแต่นะ อย่าคิดมากล่ะ ถ้าองค์กรให้สนใจติดต่อมาได้ สวยงามหรูหรา อลังการสมฐานะ เหมือนกับวัดอีสานดอทคอมนั่นแหละ

          จากกรณีที่อาตมายกตัวอย่างไปนี้ ผลยังไม่เกิดขึ้นในโลกนี้ แต่มันต้องเกิดขึ้นในโลกหน้าอย่างแน่นอน หลีกเลี่ยงได้ยาก หากใครเคยดูรายการของโยมกพล ทองพลับ  รายการอะไรอาตมาจำได้คร่าวๆว่า “เกิดแต่กรรม”  ในช่วงนั้นแขกรับเชิญเป็น โยมเทพโพธิ์งาม  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี และแม่ชีทศพร เป็นผู้แถลงไขเรื่องราวออกมาเป็นภาพให้เห็นกัน ได้อย่างนี้  เมื่อครั้งอดีต เทพโพธิ์งามเคยบวชเป็นพระ อยู่ในพระพุทธศาสนานี่แหละ  แต่ได้เที่ยวติเตียนพระสงฆ์ถึงการกระทำกิจต่างๆ เช่น เห็นพระสงฆ์ดูหมอให้ชาวบ้าน ก็ว่าพระสงฆ์ คิดจะนอกลู่นอกทางหรอ พระสงฆ์ก็ตอบว่าเปล่า แต่เป็นการผ่อนคลายความกังวลให้โยมเค้าต่างหากเล่า   แล้วเทพโพธิ์งามก็ไปกวาดลานวัด แล้วก็เห็นพระสงฆ์ในวัดเดินไปเดินมาไม่ยอมช่วยก็ว่าเข้าให้ ซึ่งพระรูปนั้นต้องรีบไปทำธุระอย่างอื่นต่ออีก  แล้วคราวนี้ก็เจอผู้หญิงมาหาเจ้าอาวาสในเวลาค่ำคืน ก็ว่าท่านเจ้าอาวาสอีก ว่าไม่สมควรติเตียนต่างๆ ทั้งๆที่นั่นคือน้องสาวของเจ้าอาวาส  ฯลฯ  แล้วกรรมที่ว่ากล่าวติเตียนเหล่านั้น ส่งผลมาจนถึงชาติปัจจุบัน  คือเทพโพธิ์งามยังติดนิสัยติเตียนพระสงฆ์อยู่เหมือนเดิม  และเมื่อแม่ชีท่านชี้แจงจึงยอมรับว่าเป็นจริงๆ  ซึ่งก็ได้แนะนำวิธีแก้ไขกันในชาตินี้แล้วคือต้องทำบุญให้มากๆ  ส่วนกรรมที่ก่อไว้มีผลให้ทำกินไม่ขึ้น สังเกต ได้ว่า เทพโพธิ์งามนั้น ประกอบธุรกิจอะไรก็ตาม จะเจ้งตลอดไม่เคยสำเร็จเลย ซึ่งนั้นคือกรรมนั่นเอง   ทีนี้อาตมาต้องขอขอบคุณเจ้าของประวัติไว้ด้วย ที่ต้องยกตัวอย่าง เพราะตัวอย่างของโยมพิสูจน์ได้ด้วยสายคนทั้งประเทศมาแล้วนั่นเอง


ก่อนจากกัน

          "ความโกรธ ความอยาก ความอิจฉา ความรู้จี๊ดๆๆ ที่หัวใจ  อาการร้อนวูบวาบที่ใบหน้า  เวลาเราโดนอารมณ์นั้นๆ มากระทบ  ให้เราพยายามศึกษา และจำอาการ ความรู้สึกนั้นๆ เอาไว้ให้ได้  เราจะรู้จักมันได้อย่างดี เพราะสิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่เราต้องเจออยู่ทุกวัน หลีกเลี่ยงไม่ได้  ความรู้สึกเหล่านั้น พระพุทธเจ้าเปรียบเสมือนห้วงน้ำใหญ่  ที่หลายคนข้ามผ่านได้ยาก เพราะเราหวังเพียงแต่จะข้ามห้วงน้ำนั้นท่าเดียว มันจึงมีแต่จม  แต่หากเราเข้าใจอารมณ์ และรู้จักอารมณ์อย่างดีแล้ว จะรู้ว่า ขอเพียงให้ลอยอยู่เหนือคลื่นน้ำนั้น เราก็จะไม่จม และซักวันก็จะถึงฝั่งได้เอง

           ถ้าอาตมาจะพูดอยู่เสมอว่า ถ้าจะอวยพรขอให้โยมอายุยืนยาว แต่ถ้าโยมยังกินอาหารแบบเดิมๆ ยังสูบบุหรี่ ยังกินเหล้า ก็ยังคงตายเร็วอยู่ ถ้าจะอวยพรว่าขอให้มีการงานดีๆ มีเงินเยอะๆ ร่ำรวยๆ แต่โยมก็ยังคงเป็นคนขี้เกียจ ไม่คิดช่วยตัวเอง ไม่ขวนขวายความรู้ใส่ตัว ไม่เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่ประหยัด ใช้จ่ายไม่เป็น โยมก็ยังคงจะต้องจนอยู่ ถ้าจะอวยพรว่า ขอให้มีคนรักใคร่เอ็นดู ไปไหนคนก็รักและเมตตา แต่โยมยังเป็นคนที่ไม่เคยรักคนอื่นเลย และเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ใครที่ไหนจะรักโยมจิงป่ะ ถ้าจะอวยพรว่า ขอให้โยมได้พบพระนิพพาน มันยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เพราะโยมยังไม่พบหลักไม่พบที่พึ่งทางใจเลย ยังไม่รู้จักปรับวิธีคิดในทางที่ถูก ยังไม่รู้จักการสร้างเหตุที่ดี แล้วมันจะได้ผลที่ดีอย่างหวังได้อย่างไร หวังสูงไปแล้ว ฉะนั้น ฟังใส่จิตใจไว้เลย พระพุทธเจ้าสอนเราให้รู้จักการกราบไม่ใช่กราบพระอิฐพระปูน หรือทองเหลืองทองแดง แต่เป็นการกราบตัวเธอเองนั่นแหละ เพราะเหตุว่า พระพุทธเจ้า พระเช่าบูชาองค์ละ20ล้าน พระสงฆ์ หรือเทวดาหน้าไหน ก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้ ตาสว่างได้แล้ว God helps those who help themselves ตนนั้นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน ok.

             บทความโดย ธรรมสาทโร ภิกขุ   เทศนาออกอากาศ วิทยุชุมชนเทพนิมิตมงคล 98.25 Mhz

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม 2551

 

copy ข้อมูลมาจาก  www.watisan.com  วัดอีสานดอทคอม

ยินดีเผยแพร่แต่ต้อง copy ข้อความทั้งหมด และกรุณาอย่าเปลี่ยนแปลงข้อความ





สถาบันกวดวิชาจุฬาติวเตอร์ กวดวิชา CU-AAT CU-TEP CU-BEST SMART-I SMART-II   สยามบุรีทราเวลทัวร์ พาทัวร์ทั่วไทย เที่ยวทุกทิศทั่วไทยไปกับสยามบุรี ด้วย
35 หลักสูตรของโมติวา  องค์กรของท่านจะทยานสู่เป้าหมายสูงสุดที่วางไว้  

  Monstersfactor We are the top designer and manufacturer of Punk Custom T Shirt, Graphic T Shirt. with an exclusive range of tshirts hell online plus the best customer service.

 ศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย enterTraining.in.th ThaiPortfolio.com - Portfolio เพื่อนักพัฒนาไทย สถาบันกวดวิชาจุฬาติวเตอร์ สอนพิเศษ เรียนพิเศษ สอนที่บ้าน เรียนที่บ้าน กวดวิชาที่บ้าน ติวที่บ้าน สอนพิเศษ เรียนพิเศษ กวดวิชา  

 สินค้าพรีเมี่ยม พรีเมี่ยม ของพรีเมี่ยม โฆษณาประกาศซื้อขาย ร้านค้าออนไลน์ สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า นาฬิกา กล่องผ้าไหม  Knang Makeup Artist มืออาชีพ บริการแต่งหน้า ทำผม ทั้งในและนอกสถานที่ แต่งหน้าเจ้าสาว แต่งหน้านางแบบ แต่งหน้ารับปริญญา รวมทั้งสอนแต่งหน้าตัวเอง clip vdo สอนแต่งหน้า 
© 2010 All Rights Reserved
Powered by
www.trainingbymotiva.com