Home Web Board Contact Us About Us
Main Menu
ตัวอย่าง บริษัท / องค์กร ที่จัดทำ IN-HOUSE
สมัครสมาชิก
กิจกรรมฝึกอบรม
แนะนำวิทยากร
สำรองที่ / registration
Member Log in
Login
Password
Forgot Password
New Member Register
download แบบฟอร์ม
ตารางการอบรม 2553 -2554 (link)
ตารางอบรม 2553 - 2554
รายการหลักสูตร In-house
เอกสารสำรองที่.doc
เอกสารสำรองที่.pdf
แผนที่โรงแรม
เส้นทาง BTS - MRT
โรงแรมลันตานา รีสอร์ท
โรมแรมเวโรนิก้า
โรงแรมออลซีซั่นส์ โกลด์ ออร์คิด
Princeton Park Suite
สาระความรู้
ห้องสมุดกฎหมาย
ห้องสมุดดิจิตอล
ดิกชั่นนารี่ออนไลน์

เลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ดี

เลี้ยงลูกอย่างไรให้(ได้)ดี

โดย นพ.สมพนธ์ บุณยคุปต์

วิชัยยุทธจุลสารเล่มนี้เป็นเล่มสำหรับ เด็ก เด็กเป็นวัยที่มีความ สำคัญต่อสังคมและ ประเทศชาติมากที่สุด แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ในช่วง 10 ปี 20 ปี หลังนี้ เราละเลย หรือ เลี้ยงดูเด็กผิดแนวทาง โดย ถูกกระแสสังคมใหม่ ชี้นำไปจนทำให้เด็กในยุคนี้แทน ที่จะเป็นกำลังแก่สังคม กลับเป็นภาระของสังคม เพราะ พูดได้ว่าเด็ก จำนวนมากหลงทาง หลงผิด เด็กติดสิ่ง เสพติดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสุรา ยาม้า ยาบ้า ยาอีไปจน ถึงโคเคน และ เฮโรอีน มีนิสัยเป็นอันธพาล ใจคอโหด ร้ายอย่างข่าวที่นักเรียนชายบังคับนักเรียนหญิงไปข่ม ขืน เป็นเด็กไม่มีระเบียบวินัย เป็นเด็กไม่มีปัญญามีแต่ ปัญหา เป็นเด็กที่หลงระเริง หลงทาง ซึ่งปัญหาเหล่า นี้แพร่หลายทั่วประเทศ ทั้งในกรุงและต่างจังหวัด คนไข้ ของผู้เขียนคนหนึ่ง เป็นครูที่โรงเรียนในจังหวัดไม่ห่าง กรุงเทพฯมากนัก ได้ตรวจปัสสาวะของนักเรียนชาย และหญิง พบยาเสพติดถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อผู้เขียนบวชที่ วัดป่า จังหวัดหนองคาย พบเณรอายุ 11-12 ปี เมื่อถาม ว่าบวชเพราะอยากบวชหรือ เณรบอกเปล่าแต่แม่ให้ บวช เพราะกลัว ติดยา เพื่อนๆที่โรงเรียนติดยาเกือบ หมดแล้ว!

หัวข้อเรื่องที่เขียนมี 2 นัย คือ “เลี้ยงลูกอย่าง ไรให้ได้ดี” หรือ “เลี้ยงลูกอย่างไรให้ดี” ซึ่งฟังเผินๆคล้าย กันแต่ความหมายต่างกันมาก คนส่วนมากคงจะชอบ อย่างแรก คือ เลี้ยงลูกให้ได้ดี ซึ่งการที่คนจะได้ดีนั้น สุด แต่ว่าใครตั้งเป้าไว้ว่าต้องการอะไร มักจะ เป็นเรื่องของ ทรัพย์ ตำแหน่ง อำนาจ วาสนา แต่ต้องไม่ลืมว่าคนที่ได้ ดีอาจเป็นคนเลว มากก็ได้ เห็นตัวอย่างอยู่เต็มเมือง ใน สังคมปัจจุบันคนที่ได้ดีแต่ไม่ใช่คนดีมีให้เห็นมากมาย จึงอยากจะเขียนเรื่อง เลี้ยงลูกให้ดี คือ ให้เป็นคนดี ซึ่งถ้า เป็นคนดีอยู่ในสังคมที่ดีแล้ว ย่อมจะได้ดีเอง

คนยุคใหม่มักตำหนิการเลี้ยงลูกของคนรุ่นเก่า ว่าคร่ำครึ ไม่ถูกยุคถูกสมัย จะไปแข่งไปสู้ กับชาวโลก เขาไม่ได้ ซึ่งความจริงคนรุ่นเก่าเขาไม่เคยมีใครมาอบ รมสั่งสอนว่าให้เลี้ยงลูก อย่างไร ไม่มีหนังสือเขียนวิธี การเลี้ยงลูก แต่เขาเลี้ยงดูตามที่เห็นพ่อแม่เลี้ยงดูมา แต่เขาก็ ไม่เคยนำประเทศไปเสียท่าแก่ประเทศอื่น พ่อแม่สมัยใหม่ในปัจจุบันนี้ เลี้ยงลูกโดยการอ่าน ตำรา ซึ่งส่วนใหญ่เขียนโดยคนต่างประเทศที่เขาสอนเพื่อให้ เด็กอยู่ในสังคมและวัฒนธรรม ของเขา ซึ่งต่างจาก สังคมและวัฒนธรรมเรา สิ่งที่ดีเหมาะสมในสังคมฝรั่ง อาจไม่เหมาะสม กับสังคมไทย ดูง่ายๆเรื่องการแสดง ออกของความพอใจ เด็กยุคใหม่ต้องส่งเสียงร้อง “กรี๊ด” ให้ดังหนวกหูที่สุด นานที่สุด จนฟังไม่ออกว่าผู้ แสดงเขาร้องหรือพูดว่าอะไร ถ้าเป็นสมัย โบราณคงถูก พ่อแม่ตีตาย เพราะอย่างมากที่คนสมัยก่อนจะแสดง ออกก็คือปรบมือเท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นการแสดง ออกของเด็กสาว การร้องกรี๊ดทุกกาละเทศะเป็นวัฒนธรรม ใหม่ที่สมควรแก่สังคมไทยหรือ? การแสดงออก หลายอย่างเป็นลักษณะของวัฒนธรรม ของอาฟริกัน อเมริกัน เช่น การแต่งกาย แต่งผม แต่งหน้า หรือผู้ชาย ใส่ตุ้มหู ซึ่งไม่ใช่สิ่ง ที่ควรเลียนแบบเลย เสียเงินเสียทอง โดยใช่เหตุ

เรื่องเหล่านี้ยังไม่สำคัญเท่ากับผลที่เกิดต่อ เศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งคงจะปฏิเสธ ไม่ได้ว่าเกิดจาก ผลการปฏิบัติงานของคนยุคใหม่ในระดับต่างๆความ ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม การมองแต่ผลประโยชน์ที่จะได้โดยไม่ นึกถึงทางเสี่ยงหรือผลเสีย การวิ่งตามยุคของ เศรษฐกิจ แบบใหม่ของอเมริกันโดยไม่ดูตัวเอง จนเกิดภาวะฟอง สบู่แตก เข้าสู่ยุคไอเอ็มเอฟ (ดังที่เขียนความเห็นไว้ใน วิชัยยุทธจุลสาร เล่มที่ 8 แล้ว) แต่ไม่ใช่ว่ากิจการทั้งหมด จะอยู่ในสภาพเลวร้าย จะเห็นได้ในทุกวันนี้ว่ากิจการ ใดๆที่ดำเนินงานในลักษณะไม่เสี่ยง ไม่งกเอาแต่ได้ ก็จะสามารถประคองตัวรอดได้

ผู้เขียนเป็นอายุรแพทย์ไม่ใช่กุมารแพทย์   ไม่เคยศึกษาเรื่องวิธีเลี้ยงเด็ก แต่มี ประสบการณ์จากคุณ พ่อคุณแม่เลี้ยงมา และตัวเองเคยเลี้ยงลูกมา 2 คน คิด โดยไม่ ลำเอียงว่า ตัวเองคงจะถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ลูกที่ดี” หรือ “ลูกที่ได้ดี” ทั้ง 2 กรณี และลูก 2 คนของผู้เขียนก็คง จัดได้เช่นเดียวกัน อย่างน้อยน่าจะแสดงว่าวิธีที่คุณพ่อ เลี้ยงผมมา และที่ผมและภรรยาเลี้ยงลูก คงจะใช้ได้ เพราะทำให้เราเป็นคนดีและได้ดี

ผู้เขียนเคยใช้เวลาพิจารณาว่าที่ตัวเองเป็น อย่างทุกวันนี้เป็นเพราะอะไร เป็นจากการ อบรมของพ่อ แม่อย่างเดียวหรือ? ตอบว่าไม่ใช เพราะพ่อแม่สมัยก่อน ไม่มีเวลามากนัก ที่จะมาดูแลลูกหลายคน (พี่น้องผู้เขียน 4 คน) แต่ส่วนหนึ่งเป็นจากการเห็นและการทำ ตามพ่อ แม่หรือว่าได้การอบรมจากโรงเรียน? ก็ไม่ใช่อีก ได้จาก เพื่อนหรือ? ก็ไม่ใช่ จากการ อ่านหนังสือเองหรือ? ไม่ใช ถ้า อย่างนั้นจากอะไร? คงตอบว่าจากทุกอย่างรวมกัน แต่ แม้รวมกันแล้วก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด ยังมีส่วนสำคัญอีก ส่วนหนึ่ง คือ ส่วนที่อยู่ในตัวเอง ซึ่งคิดว่าอาจจะมากเกิน ครึ่งของทั้งหมด จะเรียกว่าอะไร อาจเรียกว่า “สันดาน” ของคนคนนั้น หมายถึงว่าคนที่จะดีต้องมีสันดานดีอยู่ ในตัว คนพาลสันดาลหยาบ ให้ไปอบรมอย่างไร ก็ยาก จะดีได้ มีตัวอย่างให้เห็นมากมายว่าคนบางคนอยู่ใน สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีเลยแต่เป็นคนดีได้ แต่คนที่อยู่ใน ที่แสนจะดีกลับเป็นคนชั่วเอาตัวไม่รอด คนเราอาจ เปลี่ยนได้บ้างถ้าได้รับการสั่งสอนถูกทางตั้งแต่เด็ก

เจ้า ตัว “สันดาน” นี้คืออะไร? อย่างที่เขียนใน เล่มที่แล้วว่า พระพุทธเจ้าอธิบายการ เกิดของมนุษย์ว่า เมื่อไข่ของมารดาผสมกับเชื้อของบิดาแล้วจะเกิด “กาย ทสกะ” ทำให้มีรูปร่างหน้าตาอย่างที่เป็นซึ่งจะมีส่วน คล้ายบิดามารดา มี “ภาวะทสกะ” ที่ทำให้กำหนดเพศ ว่าเป็นเพศอะไรและ “วัตถุทสกะ” เป็นโครงสร้างของ สมองที่ ทำให้ลูกมีสติปัญญาเทียบเคียงพ่อแม่ ในทาง วิทยาศาสตร์ เราก็อธิบายเรื่องของพันธุกรรม ไว้ตรงกัน แต่ก็ยังอธิบายว่าอะไรทำให้เราเป็นอย่างที่เราเป็นนี้ ไม่ได้อยู่ดี ยกตัวอย่างการ ที่ผู้เขียนมาเป็นแพทย์นี้ไม่ได้ เกิดจากความชอบความต้องการของตนเอง เพราะสิ่ง ที่ชอบที่สุดตั้งแต่เด็กคือการเป็นเกษตรกร แต่บังเอิญ ในยุคที่เรียนจบจะเข้ามหาวิทยาลัย ยังไม่มีมหาวิทยา ลัยเกษตรศาสตร์ มีแต่วิทยาลัยแม่โจ้ ผู้เขียนเลยไม่ได้ เป็นเกษตรกร ไม่ได้เกิดจากอิทธิพลความต้องการของ ครอบครัวซึ่งเป็นครอบครัวทหารน่าจะเป็นทหาร บังเอิญใจผู้เขียนไม่ชอบเป็นทหาร (แต่ในที่สุดช่วงหนึ่ง ของชีวิตก็ต้องไปเป็นทหาร อาจเรียกได้ว่าเป็นไปตาม ดวงเพราะ หมอผูกดวงที่มีชื่อเสียงในอดีตท่านหนึ่ง คือ พล.ต.พิสนห์ ทองดีเลิศ ท่านทำนายไว้ว่าอนาคตของ ผู้เขียนจะเด่นมาก โตขึ้นจะเป็นครู หรือเป็นแพทย์ และ จะเป็นทหารมียศเป็นถึงนายพันตรี! ท่านผู้อ่านคงสง สัยว่าทำไม เป็นพันตรีจึงเด่น ในสมัยนั้นยศสูงสุด ที่คนธรรมดา จะเป็นได้คือพันเอกซึ่งมีเพียงไม่กี่คน ดัง นั้นเป็นพันตรีก็เทียบกับสมัยนี้เป็นนายพลแล้ว ซึ่งเมื่อ ผู้เขียนจบแพทย์หลังเป็น แพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์ ที่ศิริราชแล้วก็ออกมาหางานทำ ไปดูโรงพยาบาลต่างๆ หลายแห่ง เขาอยากได้ผู้เขียนแต่ตนเองมาพอใจเอาที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ซึ่งในยุคนั้นเหมือนโรง พยาบาลต่างจังหวัด มีคนไข้นอนในหออยู่ 40 คน ไม่มี หมอประจำ นอนเตียงละ 2 คนก็มี ไม่มีผ้าปูที่นอน ทั้ง ward มีเข็มฉีดยา 2 อัน เลยเลือกมาอยู่ เพราะมีงานทำ มากดี ได้ยศเป็นร้อยโทและอยู่จนเป็นนายพันตรีจริงๆ ตามคำทำนาย พอดีทางมหาวิทยาลัยขอโอนไปเป็น หัวหน้าหน่วยโรคทางเดินอาหารและอายุรศาสตร์เขต ร้อนโรงพยาบาลรามาธิบดี แต่หมอดูผิดไปหน่อยที่หลัง จากโอนมาพลเรือน แล้วมี คำสั่งกลาโหมติดตามมาให้ เลื่อนยศเป็นพันโทย้อนหลัง คือเรียกว่า ผู้เขียนได้ดี กว่าดวง!)

เหตุที่ผู้เขียนมาเป็นแพทย์ก็เพราะบังเอิญไป เรียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาฯ ซึ่งระยะนั้นเป็น ที่รวมคนเก่งจากโรงเรียนต่างๆเพื่อเตรียมเข้ามหา วิทยาลัย มีเพื่อนที่ เก่งๆทั้งนั้น ทุกคนอยากเข้าเรียน แพทย์เป็นอันดับหนึ่ง ถึงเราไม่เก่งแต่ก็สมัครรวมกลุ่ม ไปกับเขา และบังเอิญสอบติดแพทย์ด้วย ก่อนหน้านี้ คุณแม่ป่วยหนักและเสียชีวิตใน ช่วงหลังสงครามที่ ไม่มีหมอไม่มียารักษา เป็นเหตุจูงใจให้เห็นความ สำคัญของแพทย์ จึงเต็มใจไปสอบเข้าแพทย์

ตามที่เขียนไว้แล้วว่าผู้เขียนยังอธิบายไม่ได้ว่า ทำไมผู้เขียนจึงเป็นอย่างที่เป็น ส่วนหนึ่งคือ “ดวง” หรือ จังหวะของชีวิต ซึ่งใครเป็นคนกำหนด หรือเกิดขึ้นเอง ถ้าเป็นฮินดูคงจะบอกว่า พระพรหมเป็นผู้กำหนดมา ทางคริสต์คงบอกว่าเป็นความต้องการของพระผู้เป็นเจ้า แต่ทางพุทธบอกว่าเป็น “กรรมกำหนด” คือสิ่งที่ตัวเอง ได้เคยทำมาแล้วในอดีตชาต ิจนถึงปัจจุบันนี้เป็นตัวกำ หนด “ปัจจุบันคือผลของอดีต” มันมาควบคุมเราได้อย่างไร มันมากับเราตั้งแต่เมื่อเราอยู่ในครรภ์ของแม่ คือ “จุติ วิญญาณ” ที่เข้ามาในรูปที่เราเรียกว่า “คันธัพพะ” เป็น “ปฏิสนธิวิญญาณ” มาพร้อมกับข้อมูลของกรรมเก่า ที่เราแต่ละคน ได้สร้างสมมาในอดีต เทียบกับความรู้ ปัจจุบันก็คือข้อมูลที่บรรจุไว้ในแผ่นดิสก์ เพื่อมาใช้ใน ชาติภพนี้ ดังนั้น ส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้เราเป็น อย่างนี้ จะฉลาดจะโง่ จะดีจะเลว จะตกอับ จะรุ่งเรือง ก็อยู่ที่วิบากกรรมที่ “เรา” ได้สร้างสมมาในอดีต ที่แสดง ออกมาให้เห็น ส่วนหนึ่ง เรียกว่า “สันดาน” ของทุกคน นั่นเอง

สรุปได้ว่า เหตุที่ทำให้ใครก็ตามเป็นคนดี หรือได้ดี ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆหลายอย่าง ส่วนสำคัญ ที่สุดมากกว่าครึ่งหนึ่ง คือ “วิญญาณ และวิบากกรรม” ของตนเอง เรียก ภาษาชาวบ้านว่า “สันดานและดวง” ของคนนั้นๆ ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่แก้ไขอะไรมากไม่ได้ อย่างมากคงเพียงตบแต่งได้ อย่างที่พูดกันว่า สันดอน ขุดได้ สันดานแก้ไม่ได้ ดังนั้น ลูกที่เราจะเลี้ยงดูนั้นบาง ครั้งไม่ว่าเราจะเลี้ยงดูอย่างไรก็ทำให้เขาดีไม่ได้ และไม่ ได้ดี ซึ่งพ่อแม่จะต้องทำใจ ถือว่าเป็นวิบากกรรมของ เราด้วย ในส่วนที่มีการผูกพันกับเขา มาในอดีตชาติ

อย่างไรก็ตามมีส่วนหนึ่งที่พ่อแม่อาจให้การ อบรมดูแลและแก้ไขได้ ได้แก่

1. การทำตนให้เป็นแบบเยี่ยงอย่างที่ด ข้อนี้เป็น ข้อสำคัญที่สุด ลูกจะยึดเอาพ่อแม่ เป็นแบบอย่าง นิสัย หลายอย่างได้มาจากพ่อแม่ อย่างที่โบราณว่า “ลูกปู เดินตามแม่ปู” หรือ “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” ผู้เขียนเอง ได้ความซื่อตรง และระเบียบวินัยมาจากพ่อที่เป็น ทหารรุ่นเก่า ที่มีกิตติศัพท์ทั่วกองทัพบกในยุคของท่าน และคงได้ความเมตตาต่อคน และสัตว์ทั้งหลายจากคุณ แม่ ซึ่งเสียชีวิตตั้งแต่ผู้เขียนอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมฯ แต่ ยัง จำได้ถึงความเมตตาอบอุ่นของคุณแม่

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าครอบครัวใด พ่อแม่มีปัญหา ทะเลาะเบาะแว้งหงุดหงิดทั้งวัน หรือ พ่อเมาเหล้า แม่เล่นการพนัน ครอบครัวแตกแยก จะมี ผลกระทบต่อนิสัยของลูกแน่นอน พ่อแม่ที่หวังจะให้ ลูกเป็นคนดี จึงจะต้องดูที่ตัวเองด้วยให้เป็นแบบอย่าง ที่ดี ให้ความรัก ความใกล้ชิดอบอุ่นและอาทร

2. สอนให้ลูกรู้จักคิด ค้นคว้า หาเหตุผล และความ ถูกผิด เป็นคุณสมบัติข้อแรกที่พ่อแม่จะต้องปลูกฝัง ให้ลูกตั้งแต่เด็ก โดยใช้ประสบการณ์ ของเด็กเอง ที่รู้ อะไร หรือพบอะไรมา ให้มาคุยให้ฟัง และให้แสดง ความคิดเห็นต่อเรื่องนั้นๆ และพ่อแม่เป็นผู้สนับสนุน หรือชี้แนะในสิ่งที่เขายังมองไม่เห็นนึกไม่ถึง เมื่อลูกโต ขึ้นก็ ให้มีการนำเรื่องที่เกิดขึ้นต่างๆมาคุยและชี้มุมมอง ต่างๆ อย่าให้ลูกมองอะไรในแง่มุมเดียว ชี้ให้พยายาม มองในมุมอื่นทัศนะอื่น ซึ่งจะทำให้เขาเป็นผู้ใหญ่ที่มี วิจารณญาณที่ดี คงทน ต่อสังคมปัจจุบัน ที่มีการชี้นำชี้ แนะด้วยสิ่งต่างๆมากมาย และส่วนมากเป็นสิ่งที่ไม่ถูก ต้อง ข้อสำคัญคือพ่อ-แม่จะต้องมีคุณสมบัติอันนี้ด้วย ถ้าเด็กและคนรุ่นใหม่มีคุณสมบัติข้อนี้ ข้อเดียวจะทำ ให้บ้านเมืองก้าวหน้าไปในทางที่ถูกแน่นอน แทนที่จะ เลอะเทอะอย่าง ในปัจจุบัน

3. สอนให้ลูกมีวินัย เคารพในกติกาของสังคม เป็น คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งที่คนไทยยุคใหม่ ควรมี เพื่ออยู่ ร่วมกันได้ด้วยดี จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันคนไม่มีวินัย ไม่มีการปฏิบัติตาม กฎระเบียบหรือกติกาต่างๆ นิยมใช้ กฎหมู่เป็นหลัก จนทำให้เกิดปัญหาแก่สังคมไทย และ เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เราแก้ปัญหาต่างๆที่ควรแก้ไม่ได้ ที่เห็นตัวอย่างชัดเจน คือ เรื่องของ การขับรถไม่เป็น ตามกฎจราจร จนทำให้เกิดปัญหาในเมืองใหญ่ทุก เมือง อยากให้ดูตัวอย่าง คนญี่ปุ่น อังกฤษ หรือเยอรมัน ข้อหนึ่งที่ทำให้ทั้ง 3 ชาติมั่นคงเป็นเจ้าโลกได้หลายยุค หลายสมัยก็เพราะ คำว่า วินัยนี้ประการหนึ่ง เพราะไม่ ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่ต่อข้อ ระเบียบอันใดอันหนึ่ง ถ้ามีการโต้แย้งกันแล้ว ผลสรุปออกมาเป็นอย่างใด ทุก คนจะ ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีบางอย่างเราดู ว่าเขาไม่ใช้สติปัญญาแก้ไขสถานการณ์เลย ผิดจาก คนไทยที่แก้ปรับตัวตามสถานการณ์เสียจนขาดวินัย ไม่มีกติกา จึงทำให้สังคม วุ่นวาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดถ้า ใครเล่นกอล์ฟ และมีญี่ปุ่นเล่นอยู่ข้างหน้าจะค่อนข้าง อึดอัดว่าญี่ปุ่นเล่นช้า เช่น หลุมพาร์ 4 ตามปกติควรตี 2 ครั้ง ลูกจะขึ้นอยู่บนกรีน ดังนั้น กฎจึงมีว่าถ้ามีคนอื่น อยู่บนกรีน ห้ามตีครั้งที่ 2 จะเห็นคนญี่ปุ่นที่ตีครั้งที่ 1 ไปได้เพียง 50 หลา จะตีอีก 2 ครั้งก็ยังอาจไม่ถึงกรีน แต่เขาจะไม่ยอมตี ต้องรอคนลงจากกรีนตามกติกา ก่อน ส่วนคนไทยขนาดอยู่ในระยะที่ตีถูกดีๆลูกจะวิ่งถึง กรีนได้ แม้ว่าปกติตีไม่ถึง ก็จะตี ไปทั้งๆคนกำลังอยู่บน กรีน ถ้าบังเอิญลูกถูกดี ลูกวิ่งขึ้นกรีน ต้องวิ่งไปขอโทษ เขา เป็นต้น

เด็กที่จะโตขึ้นโดยมีระเบียบวินัยนั้นจะดูตัว อย่างของพ่อแม่และดูวินัยในบ้านเช่นกัน พ่อแม่จึงต้อง มีกติกาสำหรับลูกในบ้าน และต้องรักษากติกานั้นๆ ให้ เด็กได้เห็นและ ปฏิบัติตาม แต่พ่อแม่สมัยนี้เอาใจลูกมาก เกินไป ปล่อยตามใจจนเด็กขาดวินัย สมัย ก่อนโรงเรียน ก็เป็นที่บ่มวินัยที่ดีเพราะครูจะเคร่งครัด เด็กทำผิดจะ ถูกตี เด็กนักเรียน ต้องแต่งเครื่องแบบ แต่ปัจจุบันเห็น ว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้องคร่ำครึ จะมีการแก้ไขว่าเด็กนัก เรียนแต่งกาย อย่างไรก็ได้ไปโรงเรียนตามแบบอเมริกัน และไม่ทราบว่าจะเอาอะไร ไปเป็นแบบอย่างให้เด็กเห็น ว่าระเบียบวินัยเป็นสิ่งสำคัญ ในความเห็นของผู้เขียน ถ้าคนไทย ส่วนใหญ่ขาดสิ่งนี้ประเทศชาติจะเจริญและ สงบสุขไม่ได้

4. สอนให้ลูกรู้จักค่าของเงินและใช้เงินให้เป็น ข้อ นี้เป็นคุณสมบัติที่สำคัญอีกอย่าง หนึ่งที่พ่อแม่ควร สอนลูก ไม่ใช่เฉพาะในยุควิกฤตเศรษฐกิจขณะนี้ แต่ จะเป็นสิ่งดี ทุกยุคทุกสมัย ถ้าคนไทยรุ่นใหม่มีนิสัยอัน นี้ติดตัว เราจะไม่มีวันพบคำว่า IMF หรือ วิกฤตเศรษฐ กิจที่เกิดขึ้นแก่เราใน 2 ปีนี้ แต่เพราะคนรุ่นใหม่ไม่ รู้จักคำว่าประหยัด แต่ มีความ “เว่อร์” ตามกระแส สังคมและสื่อโฆษณา สังเกตว่าพ่อแม่สมัยนี้ปรนเปรอ ลูกมาก ให้ลูกใช้เงินตั้งแต่เด็กจนเห็นเงินไม่มีค่า อยาก ได้เท่าไรก็ให้ ไม่มีคำว่า “ออม” ทรัพย์ พ่อแม่สมัยนี้ จัดงานวันเกิดให้ลูกตั้งแต่เด็กๆ โรงเรียนหยุดพาลูกไป เล่นสวนสนุกต่าง ประเทศ มิฉะนั้นจะน้อยหน้าเพื่อนที่ ไม่ได้ไปต่างประเทศ ให้ของเล่นจนทิ้งๆขว้างๆ โตขึ้นก็ แต่งตัวใช้ของต่างประเทศราคาแพงเป็นต้น เป็นการ ทำให้เด็กฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม สมัยที่ ผู้เขียนเป็นเด็กพ่อแม่ สอนให้เก็บเงินออม ให้เงินไปโรงเรียนรวมค่ารถราง ผู้เขียนจะ ประหยัดโดยเดินกลับบ้านแทนขึ้นรถรางบ้าง เหลือเงินก็เก็บใส่กระปุกไว้แล้วไปฝากออมสิน หรือซื้อ ของที่ต้องการมากๆ วันเกิดพ่อแม่จะให้เงินไปฝากออม สิน ของเล่นต่างๆก็จะทำเอง เช่น ซื้อดินน้ำมัน หรือผสม ดินน้ำมันเอง ปั้นเป็นรถยนต์ รถไฟมาเล่น เพราะยาก ที่พ่อแม่ จะซื้อของเล่นให้ ถ้าได้มาสัก 1 ชิ้นก็จะดูแล ถนอมเล่นเก็บอย่างดี ผู้เขียนจึงรู้จักค่าของเงิน รู้จัก ประหยัด รู้จักออม เมื่อมีเงินเก็บพอจึงซื้อของที่จำเป็น หรือมีประโยชน์ และคงทน ไม่ เหมือนคนสมัยนี้ที่อยาก ได้ของต่างๆเร็ว ใช้ชีวิตกับเงินผ่อนหรือเล่นแชร์ กู้หนี้ ยืมสิน มาชื้อของที่บ่อยครั้งไม่จำเป็น ไม่มีประโยชน์ ทั้งๆที่ยังไม่มีเงินออม เมื่อเกิดปัญหาตกงาน จึงไม่ สามารถแก้สถานการณ์ได้จนถึงฆ่าตัวตาย เมื่อผู้เขียน มีลูกก็ได้อบรมสั่งสอน อย่างเดียวกัน ให้รู้จักรับผิดชอบ ใช้เงินในส่วนของตนเองตั้งแต่เด็ก รู้จักออมเพื่อซื้อสิ่ง ที่ตนอยากได้ ถ้าพ่อแม่สมัยนี้จะสอนลูกเหมือนคนสมัย ก่อนจะทำให้ลูกมีชีวิตที่มั่นคง

5. สอนให้ลูกมีความรับผิดชอบต่อตนเองและ สังคม คนที่มีความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อหน้าที่ ของตน จะทำให้เป็นคนมีคุณค่าต่อสังคม และมีโอกาส ได้ดี ต้องอบรมนิสัยนี้ตั้งแต่เด็ก ให้รู้จักหน้าที่การไป โรงเรียน การทำการ บ้านที่ได้มอบหมายให้เสร็จ มิฉะนั้น จะไม่ได้ไปเล่น เป็นต้น ไม่ใช่ตามใจลูกจนเป็นเด็กเกเร ไม่เรียนหนังสือ ถ้าเขาได้รู้จักปฏิบัติตามหน้าที่ เมื่อโต ขึ้นไปทำงานก็จะมีความรับผิดชอบ ปฏิบัติงาน ได้เป็น ผลดีมีความก้าวหน้า

6. ต้องหาทางป้องกันไม่ให้ลูกติดยาเสพติดชนิด ต่างๆ หรือติดเอดส เป็นสิ่งสำคัญสุดท้ายของพ่อแม่ใน ยุคนี้ เพราะมิฉะนั้นไม่ว่าจะอบรมสั่งสอนมาดีอย่างไร ก็ตาม ลูกจะไม่มีอนาคต เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมากกว่า ที่ทุกคนคิด เพราะเด็กยุคนี้ติดยา เสพติดต่างๆชนิดมาก มาย หลายแห่งเกินครึ่งของโรงเรียน และไม่มีท่าทีว่า จะหยุดยั้งลงได้ เพราะเด็กเป็นตลาดใหญ่ และเป็นวัย อยากรู้อยากลองและชักจูงง่าย กว่าจะรู้ตัวก็เลิกไม่ได้ แล้ว ติดแล้วเลิกยากจริงๆ พ่อแม่จะต้องพยายามพูด คุยสั่งสอนตั้งแต่เล็กๆให้ลูกเห็น โทษและกลัว ไม่อยาก ลอง และที่สำคัญคือต้องสอนให้ลูกเลือกเพื่อนด้วย และดูเพื่อน ของลูก เพราะถ้าได้เพื่อนดีก็จะรอดตัวไป สนับสนุนให้ลูกพาเพื่อนมากินมาเล่น หรือ มาอยู่ ที่บ้าน เพื่อจะได้ดูได้ใกล้ชิด

ทางป้องกันอีกทางหนึ่งก็คือพยายามสนับ สนุนให้ลูกได้เล่นกีฬา อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลาย อย่าง เพราะจะทำให้เด็กมีร่างกายแข็งแรง และได้ เพื่อนที่เป็นนักกีฬาด้วยกัน โอกาสจะติดยาน้อย รวมทั้ง รู้จักการรู้แพ้รู้ชนะในการเล่นกีฬาและรู้จักทำงานร่วม เป็น กลุ่มเป็นคณะ นอกจากนี้ควรสนับสนุนให้เล่น ดนตรีหรือทางศิลป์ เช่น วาดรูป เพื่อ ให้เด็กมีจิตใจที่ สงบอ่อนไหว มีความรู้สึกต่อสิ่งแวดล้อมที่ดี เมื่อลูก ยังเล็กๆ ผู้เขียน เป็นผู้พาเขาไปหัดเล่นเทนนิสที่สนาม กีฬาแห่งชาติ พาไปเรียนดนตรีที่สยามยามาฮ่า ซึ่งลูก ทั้ง 2 คนก็เล่นทั้งกีฬาและดนตรีได้ อีกระยะหนึ่งที่ สำคัญคือเมื่อลูกโตขึ้นเป็นหนุ่ม เป็นสาวต้องดูแล ใกล้ชิดแต่ให้อิสระแก่เขาเพราะถ้าเราสอนเขาดีแล้ว เขาจะรู้ว่าสิ่งใดดีไม่ดี เพราะโอกาสที่เพื่อนที่เขาคบจะ ติดยาเสพติดยังมีอยู่

นอกจากยาเสพติดที่ต้องระวังที่สำคัญไม่แพ้ กัน คือการติดเอดส์ จะต้องคุยให้ข้อมูล ถึงความน่า กลัวของโรคให้เด็กฟังอยู่เสมอ โดยเฉพาะวิธีติดโรค เมื่อถึงวัยที่มีโอกาสติด ทั้งลูกผู้ชายและผู้หญิงจะต้อง สอนวิธีป้องกันตัว ป้องกันโรคทางด้านของเพศสัมพันธ์ อย่างเปิดเผยจริงจัง มิฉะนั้นจะสายเกินแก้ ขอให้ ทุกคนรู้ว่าโรคเอดส์อยู่ใกล้ตัวทุกคน มากที่สุดแล้ว

พ่อแม่จะต้องดูแลลูกใกล้ชิดพอสมควร ใน การออกไปเที่ยวนอกบ้าน โดยเฉพาะ ในเวลาที่ไม่ได้ไป โรงเรียน ควรจะต้องรู้ว่าจะไปไหน ไปทำอะไร ไป กับใคร ซึ่งเด็กเมื่อถึง วัยหนุ่มสาวไม่ค่อยชอบให้พ่อ แม่ถาม ที่สำคัญคือต้องอย่าห้ามหวงโดยไม่มีเหตุผล ต้องปล่อยให้เขาไปตามใจเขาบ้างถ้าเห็นว่าพอจะ ปล่อยได้ แต่ไม่ใช่ปล่อยมากจนเลยเถิด อย่างเด็กหนุ่ม สาวรุ่นใหม่

7. สอนให้ลูกมีความมานะพยายาม มุ่งมั่น และ อดทน ตั้งแต่เด็กเมื่อลูกต้องการอะไรหรืออยากได้อะไร ก็ต้องให้ลูกมีความพยายาม ที่จะให้ได้สิ่งที่ต้องการ สอนให้มีความอดทนเพื่อสิ่งที่ต้องการ จนเป็นนิสัย ติดตัว เมื่อโตขึ้นเขาจะเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมานะ พยายาม ทุกคนคงจะได้อ่านหรือทราบ พระราชนิพนธ์ ของพระเจ้าอยู่หัว เรื่อง “พระมหาชนก” ซึ่งเป็นสิ่งที่ เตือนใจชาวไทยทุกคน ในปัจจุบัน ให้นึกถึงคุณสมบัติ อันสำคัญข้อนี้ ที่จะได้ช่วยกันทำให้ประเทศชาติ ผ่านพ้นอุปสรรคทั้งปวงได้

นอกจากความสำคัญ 7 ข้อข้างบนแล้ว ยังมี ข้อสำคัญรองลงมาที่พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นคนดี จะ ต้องทำอีก ได้แก่

8. สอนให้เป็นคนมีสัมมาคารวะ รู้จักพูด อะไรควร พูดไม่ควรพูด วางตัวต่อคนอื่นและผู้ใหญ่ได้ดี รู้อะไร ควรไม่ควร ผู้เขียนเคยเห็นพ่อแม่พาลูกมาเยี่ยมคนไข้ ที่โรงพยาบาลและยืนหัวร่อที่ลูก 2 คนวิ่งเล่นส่งเสียง ดัง และไปทุบประตูห้องคนไข้ต่างๆ จนต้องให้พยาบาล ไปห้ามเด็กไม่ให้ทำ เป็นต้น เรียกว่าพ่อแม่เป็นคนไม่รู้ ว่าอะไรควรไม่ควร ลูกจึงเป็นเช่นนั้น ในเรื่องของการพูด อยากขอให้พ่อแม่ดูแลให้ลูกพูดภาษาไทยได้ถูกต้อง ด้วย โดยเฉพาะเรื่องของตัว ร. และ ล. ซึ่งน่ากลุ้มใจ ที่คนรุ่นใหม่พูด ร. ไม่ได้ บางคนไม่ได้ทั้ง ร. และ ล. ขอเราอย่าได้ทำลายภาษาของเราด้วยเลย

9. สอนให้เด็กช่วยงานบ้าน ให้เป็นส่วนหนึ่งของ บ้านที่จะต้องช่วยกันทำงานตั้งแต่เด็กๆ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน ช่วยล้างจาน ซักผ้าตัวเองฯ ไปจนถึงการทำสวน ปลูกต้นไม้ ตัดหญ้าฯ ทำ อาหารง่ายๆ ซึ่งถ้าสอน เด็กๆ เป็นวัยที่กำลังอยากทำอยากลอง จะทำให้เขารู้หน้าที่ และเป็น ประโยชน์ติดตัวเขาต่อไป เด็กสมัยนี้ไม่ค่อย ได้ทำเพราะอ้างว่ามีการบ้านมากไม่มีเวลาช่วย ปล่อย ให้คนใช้หรือพ่อแม่ทำเอง เมื่อผู้เขียนเป็นเด็กช่วยคุณ พ่อคุณแม่ทำงานเหล่านี้ ทุกอย่าง รวมทั้งทำสวนครัว เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ในยามสงคราม ซึ่งเมื่อโตขึ้นจึงรู้จักงาน เหล่านี้ ทั้งหมด เมื่อมาดูแลโรงพยาบาลจึงดูแลได้

10. สอนให้เป็นคนมีใจเมตตากรุณา ต่อคนอื่น หรือต่อสัตว์ต่างๆ ไม่ใช่สอนให้ลูกทำร้าย สัตว์ฆ่าสัตว์ ไม่ว่าเล็กน้อยอย่างไร ให้เห็นใจผู้ยากไร้ ผู้ที่ต้องการ ความช่วยเหลือ และ สอนให้ๆความช่วยเหลือแก่เขา เหล่านั้น ความเมตตาจะช่วยค้ำจุนโลกและสังคมรวม ทั้งเป็นผลดีแก่ตนเองด้วย

11. สอนให้ลูกเป็นนักอ่านหนังสือ ควรสร้างนิสัย ให้ลูกชอบอ่านหนังสือ เริ่มด้วยการหา หนังสือสำหรับ เด็กมาอ่านให้ฟังทุกคืนก่อนนอน จะทำให้เด็กสนใจ หนังสือ และเมื่อ เด็กอ่านได้ก็หาหนังสือให้อ่าน สอนให้ อ่านหนังสือทุกประเภทจะทำให้มีทัศนกว้างขวาง ความรู้รอบตัวกว้างขวาง ลึกซึ้ง และมักจะทำให้เป็นคน มีความคิดความอ่าน และมี พิจารณญาณที่ดี ความ จริงส่วนหนึ่งคงเป็นจากนิสัยประจำตัว ผู้เขียนโตขึ้นใน สมัยสงคราม หาหนังสืออ่านได้ยาก ช่วงหนึ่งกระดาษ พิมพ์ใช้กระดาษฟาง คุณพ่อเป็นคนอ่านหนังสือ มี หนังสืออ่านเล่นเต็มบ้าน ผู้เขียนอ่านตั้งแต่เด็ก เมื่อเป็น นักเรียนจะขี่จักรยานไปเช่าหนังสือ อ่านเล่นจากร้าน เช่าหนังสือชื่อดังในสมัยนั้นที่เทเวศม์จนหมดร้านแล้ว ก็ไปหอสมุดแห่งชาติ หาหนังสืออ่านทุกสัปดาห์ ลูกสาว ก็เป็นนักอ่านหนังสือตัวยงตั้งแต่เด็กๆเห็นหนังสืออะไร เป็นจับอ่านนิ่งอยู่ตรงนั้น ในประเทศที่เจริญทั้งหลาย คนของเขาอ่านหนังสือมากทั้งนั้น แม้ประเทศที่มีภาษา เฉพาะของตนเอง เช่น ญี่ปุ่น เขาจะรู้เรื่องของโลกเป็น อย่างดี เพราะ หนังสือสำคัญๆในภาษาอื่นๆจะได้รับ การแปลมาเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด เด็กไทยเราอ่าน หนังสือน้อยไป ส่วนหนึ่งเพราะไม่มีหนังสือดีๆให้อ่าน เด็กอ่านแต่การ์ตูนและหนังสือที่ไร้สาระ เราต้องสร้าง ตลาดหนังสือให้ได้ก่อน เพื่อคนไทยจะมีสติปัญญา จากการอ่านมากขึ้น

12. สอนให้รู้จักคนดี-คนชั่ว ต้องอบรมลูกให้รู้จัก พิจารณาว่าใครดี ใครชั่ว ยกย่องคนดี ไม่ยกย่องคนชั่ว ไม่หลงเชื่อข่าวสารจากสื่อต่างๆ ซึ่งมักจะไม่เที่ยง บ่อย ครั้งคนชั่วสารเลว ได้รับการยกย่องจากสื่อเพราะ อิทธิพลของอำนาจหรือเงิน คนดีไม่ได้รับการยกย่อง และ บางครั้งกลับถูกใส่ร้ายเพราะไปขัดขวางผลประ โยชน์ของคนชั่วหรือสื่อ นับวันความสำคัญ ของสื่อจะ มากยิ่งขึ้น เด็กรุ่นใหม่จะต้องมีพิจารณญาณที่ดี โดย อาศัยการชี้แนะจากพ่อแม่

13. สอนให้ลูกรู้จักและรักษาวัฒนธรรมของเรา ประเทศไทยมีประวัติย้อนหลังอันยาวนานเป็นพันปี มี ศิลปวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง อย่างที่ควรจะภูมิใจและ รักษาไว้ แต่น่าเสียดายที่ขณะนี้เยาวชนไปรับวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งหลายอย่างไม่ใช่ของดีจากประเทศที่เกิด ใหม่มีอายุเพียงไม่กี่ร้อยปีและละเลยวัฒนธรรม ของเรา ผู้เขียนชอบคนที่มาจากต่างจังหวัดเพราะเป็นคน ที่ได้รับการหล่อหลอมด้วย วัฒนธรรมชาวบ้าน มักจะ เป็นคนดี จิตใจงามน่ารัก ซื่อสัตย์ไว้ใจได้ มีความสมถะ ปกครอง ง่าย เป็นผู้ร่วมงานที่ดีมากกว่าผู้ที่โตในเมือง ใหญ่ๆ จึงหวังว่าพ่อแม่จะพยายามให้ลูก ได้รู้จักและ ปฏิบัติตามวัฒนธรรมพื้นบ้าน การหาโอกาสพาลูกไป ในชนบทบ่อยๆ จะทำ ให้ลูกมีความนุ่มนวลของจิตใจ รักธรรมชาติ อย่าพาลูกไปแต่ต่างประเทศ ซึ่งได้เห็นแต่ ความเจริญทางวัตถุแต่อย่างเดียวเลย

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าห่วงสำหรับเด็กรุ่นใหม่ คือ วัฒนธรรมการเบี่ยงเบนทางเพศ จะเห็นว่า มีเด็กชายที่ มีลักษณะเป็นกระเทยมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะเด็กที่ เป็นลูกชายคนเดียว ของครอบครัว หรือเด็กผู้หญิง แต่ มีลักษณะและจิตใจเป็นผู้ชาย ประกอบกับในยุคนี้มี การชักจูงจากสื่ออย่างมาก และออกนอกหน้า เห็นได้ จากละครโทรทัศน์ทุกเรื่องจะ ต้องมีตัวเล่นเป็นกระเทย ออกมา เด็กๆที่กำลังเจริญวัยดูแล้วเห็นเป็นดี นี่คือ ความพิการ ของสังคม เป็นสังคมวิปริต น่าห่วงเป็น อย่างยิ่ง

14. ท้ายที่สุด พ่อแม่จะต้องชักจูงให้ลูกสนใจและ เข้าใจศาสนาของตนเอง และปฏิบัติตามคำสอนหรือ ธรรมะของศาสนานั้นๆ ซึ่งในเรื่องนี้ ศาสนาพุทธมีจุด อ่อนที่สุด เพราะไม่มีกิจกรรมชักจูงเด็กหรือแม้แต่ ผู้ใหญ่เลย มีแต่พิธีกรรมซึ่งต่างจากศาสนาอื่นๆ ดังนั้น พ่อแม่จึงมีความสำคัญและมีบทบาทมากที่สุด ที่จะ ต้องชักจูงให้ลูกมีความสนใจ และศรัทธาในพุทธ ศาสนา ซึ่งอาจกระทำได้โดยให้ลูกไหว้พระสวดมนต์ สั้นๆตั้งแต่เด็ก โดยให้ทำประจำทุกคืน พาลูกไปวัดต่างๆ บ่อยๆ ให้หัดทำบุญทำทาน ให้ดูถาวรวัตถุ เล่าประวัติ ของสถานที่ให้ฟัง ในวาระสำคัญต่างๆก็พาไปทำกิจ กรรมที่เด็กจะสนใจ เช่น การเวียนเทียน การเล่าประวัติ พระพุทธเจ้าให้ฟัง การให้ลูกเข้าใจหลักธรรมสำคัญๆ เช่น การปฏิบัติตามศีลห้า ซึ่งจะทำให้เขาเป็นคนดีของ สังคม ไม่โกหก ไม่ลักขโมย ซื่อสัตย์ ไม่โกงกินบ้านกิน เมือง อย่างที่เห็นกันตำตาอยู่ทุกวันนี้ การอธิบายถึง เรื่องของกรรม ผลของกรรม โดยเอาตัวอย่างเหตุการณ์ ต่างๆที่เกิดขึ้นจริง

การสอนให้นั่งสมาธิโดยพาไปที่วัดที่ มีการปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยสร้างสมาธิให้แก่เด็ก อันจะเป็น ประโยชน์ในการศึกษาด้วย เมื่อโตขึ้นก็ให้ศึกษาลึกซึ้ง ขึ้นถึงสัจธรรมทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ มากที่สุด สามารถอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่คนสมัย ใหม่ได้ ถ้าเป็น ลูกชายถึงวัยที่บวชพระได้ ถ้ามีโอกาส ควรให้บวชโดยเลือกวัดต่างจังหวัดที่สงบและมีการ ปฏิบัติโดยมีพระที่มีปฏิปทาที่ดีเป็นผู้ดูแล ถ้าลูกมี ความสนใจและเข้าใจในหลักธรรม ของศาสนาแล้ว เป็นที่แน่นอนว่าการดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าจะเป็นไป ได้ด้วยดี เป็นคนมี คุณธรรม เป็นคนดีของสังคม และ ควรจะได้ดีตามความต้องการของพ่อแม่อย่างแน่นอน ยิ่งกว่านั้นจะเป็นปัจจัยปัจจุบันที่จะนำไปสู่ผลในอนาคต ทั้งในชาตินี้ จนถึงชาติหน้าภพ หน้าด้วย

อย่างที่เขียนไว้แต่ต้นแล้วว่าผู้เขียนไม่เคย ศึกษาตำราเลี้ยงเด็ก ที่เขียนนี้จากประสบการณ์ ชีวิต ของตนเอง ซึ่งคิดเข้าข้างตัวเองว่าน่าจะเรียกตนเอง ได้ว่าเป็น คนดีพอสมควร และ ยังเป็นคนที่ได้ดีตาม เกณฑ์ของสังคมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นฐานะแพทย์ผู้ รักษาคนไข้มาถึง 45 ปี จนถึงบัดนี้ก็ยังมีคนไข้อยากให้ รักษาอยู่ หรือในฐานะของนักวิชาการ ที่มีผลงานวิจัย พบโรคใหม่ๆในเมืองไทยหลายโรค ได้เป็นครูแพทย์ เคยเป็นนายกสมาคมวิชาชีพทางแพทย์ 2 สมาคม เป็น กรรมการก่อตั้งราชวิทยาลัยอายุรแพทย์คนหนึ่ง เขียน ตำราแพทย์ภาษาไทย และตำราแพทย์ต่างประเทศที่ ใช้ทั่วโลก หรือจะดูในฐานะของผู้บริหารที่ทำให้โรงพยาบาล เล็กๆยืนยงมั่นคงมา 30 ปี และมีชื่อเสียงเป็น ที่ยอมรับ นอกจากนี้ได้ทำงานทางการเมือง ในฐานะ วุฒิสมาชิกติดต่อกัน 10 ปี และไม่ได้ไปนั่งเฉยๆแต่มีผล งานในรัฐสภา เช่น กระทู้ถามรัฐบาล เรื่องภัยจากสาร พิษในอาหาร และยับยั้งการสร้างเขื่อน น้ำโจน เป็นต้น หรือถ้าจะวัดด้วยเหรียญตราก็ได้รับพระราชทานสูงเท่า ที่คนธรรมดาพึงได้ ผู้เขียนเชื่อว่า ตนเองได้ทำประโยชน์ ให้แก่ผู้อื่น แก่สังคม แก่สถาบันที่เกี่ยวข้อง และแก่ประ เทศชาติแล้ว

ผู้เขียนได้เขียนเรื่องนี้ เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ แก่พ่อแม่ท่านอื่นๆที่จะพิจารณาบัญญัติทั้ง 14 ประการ นี้ไปใช้ในการอบรมลูกหลาน เพื่อให้เขาเป็นคนดของ สังคม และอาจเป็นคนที่จะ ได้ดี สมความดีของเขาด้วย แต่ถ้าเขาไม่สามารถเป็นอย่างที่เราหวังได้ก็อย่าเป็น ทุกข์เกินไป ต้องทำใจ เพราะต้องเข้าใจว่านอกเหนือ จากการอบรม ปัจจัยที่จะทำให้ใครเป็นอย่างไรนั้น อยู่ที่ วิบากกรรมของเขาเอง ซึ่งทางแก้มีเพียงการปฏิบัติ ตามธรรมะของพุทธศาสนาเท่านั้น

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

รู้จักและเข้าใจลูกวัยนี้

โดย พญ.นิตยา คชภักดี

ลูกอายุ 1-3 ปี อยู่ในช่วงที่น่าตื่นเต้น แม้ร่างกายจะเติบโตด้วยอัตราที่ช้ากว่าขวบปีแรก ประมาณครึ่งหนึ่ง คือทั้งปีจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 กิโลกรัม ไม่ใช่ 6 กิโลกรัม สูงเพิ่มขึ้นเพียง 10-12.5 ซม.ไม่ใช่ 25 ซม. เหมือนปีก่อน แต่ในด้านความสามารถในการ เคลื่อนไหว การรับรู้ เรียนรู้ ความรู้สึกนึกคิด การสือภาษาและพฤติกรรมการแสดงออก มีความเปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์

จริงไหมที่เขาว่าลูกซน? เพราะลูกสนใจคนและสิ่งแวดล้อม สามารถเดิน วิ่ง ปีนป่าย รื้อค้นได้ อยากมีส่วนร่วมไปหมด แต่ยังทำอะไรไม่ค่อยถนัด ยังไม่รู้อะไรควร อะไรจะเป็นอันตรายได้ หนูยังต้องการผู้ดูแลใกล้ชิด ช่วยจัดบริเวณกับของเล่นที่ปลอดภัยให้

หนูดื้อ งอแง เจ้าอารมณ์? เพราะหนูรับรู้ได้มากขึ้น มีความต้องการของตนเองมาก อยาก เป็นอิสระ อยากเลียนแบบคุณพ่อคุณแม่ พี่ๆ และดาราในโทรทัศน์ และมี ความรู้สึก นึกคิดของตัวเอง แต่ยังสือภาษาได้จำกัด จึงสือด้วยท่าทางส่งเสียงร้อง ยื้อแย่ง ระบาย อารมณ์กับข้าวของ ตีคนอื่นหรือตัวเอง “ต่อต้าร” หรือ “ปฏิเสธ” หรือ “ยิ่งว่ายิ่งยุ” หนูต้องการ เป็น “คนชนะ” และหนูเรียนรู้ได้เร็วว่าวิธีไหนคุณพ่อคุณแม่จะ “ยอม”

ลูกกลัวอย่างไร้เหตุผล? เพราะหนูมีประสาทสัมผัสที่ไว และรับรู้ได้มากขึ้น เริ่มมี จินตนาการเพิ่มขึ้นมาก แต่ยังแยกแยะเหตุผลได้น้อย หนูอยากหาคุณพ่อคุณแม่ เวลา มองไม่เห็นท่าน เพราะกลัวถูกปล่อยทิ้งให้อยู่คนเดียว กลัวความมืด กลัวเสียงดัง กลัวคน แปลกหน้า กลัวสัตว์ที่ไม่คุ้นเคย กลัวที่สูง เพราะเพิ่งรับรู้ลักษณะ 3 มิติได้ไม่นานนัก

เปิดโอกาสให้เด็กๆได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์

ช่วงอายุ 1-3 ปี เป็นช่วงเวลาที่เด็กต้องการเป็นตัวของตัวเองมาก เขาจะอยากทำอะไร ด้วยตนเอง มักจะต่อต้านคำสั่ง หรือแสดงอารมณ์โกรธเมื่อถูกขัดใจ เหล่านี้เป็นพัฒนาการ ปกติตามวัยของเขา หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจในข้อนี้ พยายามหลีกเลี่ยงการบังคับขู่เข็ญ หรือต่อล้อต่อเถียง ทำโทษรุนแรง แต่เปลี่ยนมาใช้วิธีอบรมสั่งสอนด้วยความเข้าใจ สนใจ ชมเชยเมื่อทำสิ่งที่ควรช่วย เมื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ

คุณควรให้โอกาสเขาเล่นตามลำพัง เพื่อความเป็นอิสระและการค้นพบด้วยตนเอง ฝึกทำอะไรด้วยตนเองโดยอยู่ในสายตา ในขณะที่ผู้ใหญ่ก็ต้องยอมรับฟัง และแก้ไข ความขัดแย้งระหว่างผู้ใหญ่ด้วยกัน โดยไม่ใช้เสียงดังหรือกำลังบังคับ ลูกก็จะเรียนรู้ ได้ด้วยตัวเองในที่สุดจากแบบอย่างของคุณพ่อคุณแม่นั่นเอง

เวลาเล่านิทานหรือพบเห็นเหตุการณ์ ควรถามให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น พูดถึงเรื่องราว หรือแสดงท่าทางตามที่เข้าใจ วิธีนี้จะช่วยให้ลูกรู้จักฟัง เรียบเรียงความคิด ฝึกใช้ภาษา และเพิ่มความสนิทสนมใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่มากยิ่งขึ้น ทำให้คุณรู้ว่า “ลูกคิดอะไรอยู่”

ตัวอย่างพฤติกรรมเข้าตัวเล็ก

เวลาออกนอกบ้าน น้องจ๋าอายุ 2ขวบครึ่ง จะไม่ยอมเดินเอง น้องจ๋า “อุ้มๆ แม่อุ้มหนูหน่อน หนูตัวเล็ก!”

เหตุผลที่อาจจะเป็นได้

` แปลกที่

` กลัวเดินไม่ทันผู้ใหญ่

` กลัวมองไม่เห็นหน้าในระดับสายตาของผู้ใหญ่ ซึ่งหนูจ๋าเคยชิน

` เมื่อย

` อ้อน กลัวสูญเสียความสำคัญและความเอาใจใส่

ในขณะกินอาหารร่วมสำรับ น้องจ๋าทำปาก ซี๊ดๆ “ป้า ขอเผ็ดๆ หนูโตแล้ว! “ !?!

เหตุผลที่อาจจะเป็นได้ คือต้องการมีส่วนร่วมและเลียนแบบ “ความเป็นคนที่โตกว่า” ในขณะนั้นหนูจ๋าจะลืมที่เคยบอกว่า “หนูตัวเล็ก”

น้องเอกบอกคุณพ่อว่า “พระอาทิตย์เดินตามเอกทุกวันเลยพ่อ

เหตุผลที่อาจจะเป็นได้ คือ เอกไปทางไหนก็เห็นดวงอาทิตย์ ในช่วงวัยนี้เด็กมักจะเอาของทุกอย่าง เป็น “เหตุ” ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ

เสริมพัฒนาการของลูกด้วยรักและเข้าใจ

นอกจากการดูแลสุขภาพ อาหารการกินและการพักผ่อนแล้ว คุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วย ส่งเสริมให้ลูกเป็นคนดี คนเก่งของครอบครัวและสังคมได้โดย

ดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดด้วยความรักและความเข้าใจ ซึ่งจะทำให้ลูกมีโอกาสโต้ตอบเสนอ สนอง สร้างความคุ้นเคยทำให้เกิดความรักความผูกพัน และรู้สึกได้รับความรักอันเป็น ราก ฐานของความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันทางจิตใจที่สำคัญที่สุด

ให้โอกาสลูกได้เรียนรู้ เล่น และฝึกทำสิ่งต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตร ซึ่งจะช่วยทำให้ลูกรู้สึกสนุก มีความสุขกับการกระทำสิ่งที่สร้างสรรค์ ฉลาด คล่องแคล่ว และมีมานะอดทน

ยิ้มแย้ม สัมผัสลูกอย่างอ่อนโยน คอยสังเกตการแสดงออกของลูก รับฟังและพูดคุย โต้ตอบกับลูก สนใจที่จะตอบคำถาม และเล่าเรื่องต่างๆที่เหมาะสมกับเด็ก เพื่อให้ลูก รู้ภาษาได้เร็ว และมีกำลังใจใฝ่รู้ เรียนรู้ที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเราตั้งแต่เล็กๆ ต่อไปจะ เป็นผู้ที่มีความเป็นมิตรและเป็นที่ยอมรับในสังคมได้ง่าย

ทำตัวเป็นแบบอย่างที่จะปลูกฝังลักษณะนิสัยและความเป็นอยู่ที่ดี สอนให้ลูกรู้จักกาลเทศะ รู้จักรับผิดชอบ และคุ้นเคยกับสิ่งที่ดีงามและเป็นประโยชน์ต่อชีวิต เมื่อเติบโตขึ้นลูกอาจจะ ไปพบเห็นสิ่งที่หลากหลาย เขาจะได้รู้จักแยกแยะสิ่งที่เป็นคุณจากสิ่งที่เป็นโทษ ไม่ถูก กระแสของสังคมพัดพาไปอย่างไร้จุดหมาย

ตัวอย่างพฤติกรรม

เมื่อคุณแม่กลับมาจากงานศพ ลูกชายวัย 3 ปีถามว่า “คุณลุงที่ตายเขาไม่กินผักเหรอ”

“คุณพ่อขา หนูไม่อยากไปบ้านลุงใหญ่เลย (มีแต่ควันบุหรี่)” ลูกสาวของครอบครัวที่ไม่สูบบุหรี่ จะมีความรู้สึกไวและไม่ชอบเข้าใกล้คนสูบบุหรี่

เวลาคุณภาพ : สำหรับลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

“เวลาคุณภาพ” คือ เวลาที่คุณพ่อ และ/หรือคุณแม่กับลูกได้ให้ความสนใจต่อกัน ให้ความสำคัญแก่กันและกัน สื่อความหมายกันด้วยท่าทาง วาจาและสัมผัส มีการมองหน้า สบตา โต้ตอบเสนอสนองต่อหัน มีการให้และการรับทั้งด้านความรู้สึก การปฏิบัติต่อกัน ด้วยความรักและเข้าใจ และการทำกิจกรรมร่วมกันซึ่งอาจเป็นในบ้านหรือนอกบ้านก็ได้ แต่ถ้าเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันอย่างมีความสุขสนุกสนานในบ้าน ก็จะปลูกฝังความรัก ครอบครัวบรรยากาศอบอุ่นในบ้านจะช่วยลดค่านิยมทางวัตถุ ความฟุ่มเฟือย และการ ใช้ชีวิตนอกบ้าน

คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องให้เวลาพบปะพูดคุย เล่น สอน อบรมเลี้ยงดู และเอาใจใส่ลูกๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างความผูกพันระหว่างกัน เป็นความมั่นคงทางจิตใจที่มีความ สำคัญมากต่อชีวิตและจิตใจของลูกๆ อาจจะเรียกได้ว่าเท่ากับอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่อง นุ่งห่ม การดูแลรักษายามเจ็บไข้ และการปกป้องจากอันตรายต่างๆ

เด็กมองเห็น ได้ยิน รู้จักตอบสนองต่อรส กลิ่น และสัมผัสตั้งแต่แรกเกิด เรียนรู้ได้ อย่าง รวดเร็วจากคนที่ใกล้ชิด จากประสบการณ์และการกระทำของตนเอง คุณพ่อคุณแม่ จึง ต้องให้เวลาดูแลอย่างใกล้ชิด มองหน้า สบตา ยิ้มแย้ม สัมผัสอย่างอ่อนโยน พูดคุยโต้ตอบ หรือเล่นด้วยกัน จัดสภาพแวดล้อมให้น่าสนใจและปลอดภัย ทำกิจกรรมต่างๆกับลูก โดยคำนึงถึงความสนใจและความสามารถของลูกตั้งแต่แรกเกิดจนเติบใหญ่ โดยดัด แปลงให้เหมาะสมกับวัยของเด็กและความสนใจของครอบครัว

อย่างนี้เป็นเวลาคุณภาพ:

คุณพ่อกับลูกช่วยกัน และคุยกันไปด้วย

คุณแม่คุณพ่อกับลูกรับส่งลูกบอลกัน

คุณแม่เอาลูกนั่งตักเปิดนิทานภาพให้ดู

คุณพ่อร้องเพลงคุณแม่และลูกปรบมือ

คุณพ่อคุณแม่กับลูกช่วยกันปลูกต้นไม้และรดน้ำต้นไม้

อย่างนี้ไม่ใช่เวลาคุณภาพ

คุณพ่อ : “ผมอยู่กับลูกทุกเย็นเลย แต่ลูกชายไม่เห็นรักหรือสนิทกับผมเลย ติดแม่และชอบแต่งตัวตามแม่”

ป้าหมอ : “คุณทำอะไรในช่วงที่อยู่กับลูกคะ”

คุณพ่อ : “ผมดู TV. บ้าง อ่นหนังสือพิมพ์บ้างในห้องเดียวกับลูก”

คุณแม่ : “เขาเหมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์ในห้องค่ะ และรำคาญเวลาลูกเข้าไปใกล้ๆ”

แบบอย่างที่พิมพ์ไว้ในใจลูก

การอบรมเลี้ยงดูลูกด้วยความรักความเมตตา และคุณพ่อคุณแม่เป็นตัวอย่างที่ดีงาม ในการใช้เหตุผลอย่างเสมอต้นเสมอปลาย จะช่วยให้ลูกมีจิตใจมั่นคง ไม่สับสน การฝึก ให้ลูกเป็นคนรู้จักคิด มีน้ำใจและคุณธรรม จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ในอนาคต ส่วนเด็กที่ถูกละเลยทอดทิ้ง หรือถูกทำโทษอย่างรุนแรง มักจะมีปัญหาสุขภาพจิต และมีความประพฤติต่อต้านสังคม จนกลายเป็นเด็กเกเรและก้าวร้าวได้

คุณพ่อคุณแม่สามารถจูงใจให้ลูกมีความใฝ่รู้ กล้าแสดงความคิดเห็น และความรู้อย่าง เหมาะสม ตามกาลเทศะ โดยให้ความสนใจในสิ่งที่ลูกกำลังทำตอบคำถามของลูกได้ ฝึกให้ลูกหัดสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัว ให้โอกาสลูกที่จะแสดงความรู้สึกนึกคิดของตน อย่างเต็มที่ ซึ่งแม้จะแตกต่างกับความคิดของคุณพ่อคุณแม่ และให้ลูกได้มีโอกาส เรียนรู้จากการลองผิดบ้างในกรณีที่ไม่ทำให้เกิดความเสียหาย

ใส่ใจเฝ้าระวังพัฒนาการของลูก

ตามปกติเด็กวัยนี้จะพัฒนาความสามารถด้านต่างๆรวดเร็วมาก คุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแล เด็กจึงจำเป็นจะต้องติดตามสังเกตพฤติกรรมและความรู้สึกนึกคิดของลูกว่า เปลี่ยนแปลง ไปตามวัยเท่าที่ควรจะเป็นหรือไม่ โดยศึกษาและบันทึกลงสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัวเด็ก ควรปรับเปลี่ยนวิธีการอบรมเลี้ยงดูให้เหมาะสมกับวัย เพศ และความสามารถของลูก โดยไม่เคี่ยวเข็ญจนเกินไป หากสงสัยว่าลูกมีพัฒนาการล่าช้ากว่าวัย ควรให้โอกาสฝึกหัด อีกสัก 1 เดือน ถ้าไม่มีความก้าวหน้าควรปรึกษาคุณหมอหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

หากคุณพ่อคุณแม่พบลักษณธที่สงสัยหรือมีปัญหาในการเลี้ยงดูควรปรึกษาแพทย์ พยาบาล หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

ลักษณะที่สงสัยว่าอาจผิดปกติ ได้แก่

การได้ยิน

$ ลูกไม่สะดุ้งเวลามีเสียงดังใกล้ตัว

$ อายุ 6 เดือน ไม่หันมองหาตามเสียงเมื่อเรียกชื่อ

การมองเห็น

J เดือนแรกไม่มองหน้า

J อายุ 3 เดือน ไม่มองตามสิ่งของหรือหน้าคนที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า

J อายุ 6 เดือน ไม่คว้าของ

J อายุ 9 เดือน ไม่หยิบของชิ้นเล็กๆที่อยู่ตรงหน้า

J ตาเข ก้มหน้าชิด หรือเพ่งมาก

การเคลื่อนไหว

K แขนขาขยับไม่เท่ากัน หรือเคลื่อนไหวน้อย

K อายุ 3 เดือน ยังไม่ชันคอ

K อายุ 5 เดือน ยังไม่คว่ำ

K อายุ 1 ขวบไม่เกาะยืน

K อายุเกิน 2 ขวบ ยังล้มง่าย งุ่มง่าม หรือเก้ๆกังๆ

K อายุ 3ปี ยังกระโดด ยืนขาเดียว ขี่จักรยาน 3 ล้อ และเดินขึ้นบันไดไม่ได้

การรู้จักและใช้ภาษา

อายุ 10 เดือน ยังไม่เลียนเสียงพูด

อายุ 1 ขวบ ยังไม่เลียนท่าทาง และยังพูดเป็นคำที่มีความหมายไม่ได้

อายุ 1 ขวบครึ่ง ยังไม่สามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ ไม่พูดเป็นคำๆ

อายุ 2 ขวบ ยังไม่พูด 2 คำต่อกัน

อายุ 3 ขวบ ยังไม่พูดโต้ตอบ หรือพูดแล้วคนอื่นฟังไม่รู้เรื่องเกินกว่าครึ่ง

การเข้าสังคมและช่วยตัวเอง

อายุ 4 เดือน ไม่หัวเราะ

อายุ 9 เดือน ไม่แยกแยะคนคุ้นเคยกับแปลกหน้า

อายุ 1 ขวบครึ่ง ไม่หยิบของกินเอง

อายุ 2 ขวบ ยังดูดนมจากขวด

อายุ 3 ขวบ ยังไม่บอกเวลาจะอุจจาระ ยังไม่สามารถบอกเพศของตนเอง

ปัญหาพฤติกรรมผิดปกติอื่นๆ

ปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับ การกิน การนอน การขับถ่าย อยู่ไม่สุข ซุกซนผิดปกติ แยกตัว ซึมเศร้า ก้าวร้าว ทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและการแนะนำแก้ไขจากคุณหมอ

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

มาเรียนรู้เกี่ยวกับไต และโรคไตกันเถอะ

โดย พญ.เฉลิมศรี ตปนียโอฬาร

ไตคืออะไร

ไตเป็นอวัยวะคู่หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิต ตั้งอยู่ในบริเวณ บั้นเอวด้านหลัง หน้าที่เหล่านี้ได้แก่

1. การขับของเสียและนำส่วนที่ร่างกายได้รับเกินไปออกจากร่างกาย

2. กรองเลือดให้สะอาด

3. ช่วยควบคุมความดันโลหิตของร่างกายให้อยู่ระดับปกติ และควบคุมปริมาณเลือด ที่หมุนเวัยนอยู่ในร่างกายให้พอเหมาะ

ไตทำงานอย่างไร

1. เลือดผ่านจากหัวใจไปทางหลอดเลือดแดงไปยังไต

2. หน่วยกรองของไตส่วนย่อย (Nephrons) จะกรองเอาสารต่างๆจากเลือดที่ผ่านหน่วยกรอง

3. ของเสียที่ถูกกรองผ่านไตส่วนย่อย จะออกไปยังท่อไต ไปเก็บที่กระเพาะปัสสาวะ ในรูปของน้ำปัสสาวะ

4.เมื่อกระเพาะปัสสาวะมีน้ำปัสสาวะอยู่เต็มกระเพาะปัสสาวะจะบีบตัวทำให้น้ำปัสสาวะ ผ่านท่อปัสสาวะออกมาสู่ภายนอก

5. เลือดที่สะอาดที่ออกจากไตก็จะกลับเข้าหัวใจไปทางหลอดเลือดดำ

ทำไมเราถึงต้องรู้เกี่ยวกับโรคไต

เพราะโรคไตเป็นปัญหาสำคัญที่จะทำให้คนที่เป็นเสียชีวิตได้บ่อย แต่ยังมีโชคดีที่บางคน เสียไตไป 1 ข้าง หรือไตทั้ง 2ข้างเป็นโรคเพียงบางส่วน ไตส่วนที่เหลือก็ยังสารมารถ ทำหน้าที่ได้

ชนิดของโรคไต

1. การติดเชื้อ

การติดเชื้อเป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินปัสสาวะที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่

ก. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (cystitis) ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยได้

ข. กรวยไตอักเสบจากการติดเชื้อ (pyelonephritis) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้ หนาวสั่น ปวดหลัง แต่บางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลย

2. มีการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ เช่น มีความผิดปกติแต่กำเนิด หรือมีนิ่วอุดท่อไต เป็นต้น

3. ไตอักเสบ (glomerulonephritis) (โกลเมอยูโรเนฟไฟรติส)

เป็นการอักเสบของหน่วยกรองของไต และเส้นเลือดในหน่วยกรองของไต ซึ่งจะพบ ได้บ่อยในเด็ก ถ้าเป็นเรื้อรัง เนื้อไตจะค่อยๆ ถูกทำลายเสียไป ทำให้เกิดภาวะไตวาย ไตไม่สามารถจะทำงานต่อไปได้

4. เนฟไฟรติส (Nephrosis, Nephrotic Syndrome)

ไตทำงานผิดปกติ โดยมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการบวมตามตัว โดยเฉพาะที่หนังตาตอนตื่นนอน

5. ความตันโลหิตสูง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตมักจะมีความดันโลหิตสูง การที่มีความดันโลหิตสูงนานๆ จะทำลาย เนื้อเยื่ในไต มีผลทำให้เนื้อไตเสียหายได้ และยิ่งจะทำให้ความดันสูงมากขึ้น และไตก็จะ ถูกทำลายมากขึ้น

6. ความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น การที่ไตข้างเดียว ไตอุดตัน มีถุงน้ำ (cyst) ที่ไต เป็นต้น

7. ไตวาย

ถ้าเนื้อไตเกิดการอักเสบหรือถูกทำลายทั้งหมด ไตจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เกิดภาวะไตวายขึ้น ซึ่งอาจจะจำแนกได้เป็น

ก. ไตวายเฉียบพลัน ซึ่งอาจเกิดขึ้นชั่วคราว และไตอาจจะฟื้นกลับมาทำหน้าที่ได้ดังเดิม

ข. ไตวายเรื้อรัง คือภาวะไตถูกทำลายอย่างถาวร ซึ่งกรณีนี้ไตไม่สามารถจะกลับ มาทำหน้าที่ได้อีกต่อไป

โรคไตหลายๆชนิดสามารถทำให้การรักษาให้หายจนเป็นปกติในระยะแรกได้ แต่ถ้า ไม่ได้ให้การรักษาวินิจฉัยแล้วแต่เนิ่นๆ ก็จะเกิดภาวะไตวายได้

ผู้ป่วยควรจะไปพบแพทย์ถ้ามีอาการดังต่อไปนี้

1. หนังตาบวมรอบๆตาโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเด็ก

2. อาการบวมทั้งตัวที่ค่อยๆเป็นมากขึ้น หรือมีข้อเท้าบวมบ่อยๆ

3. ปวดหลังบริเวณบั้นเอว

4. ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ

5. ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะเป็นเลือด หรือสีน้ำล้างเนื้อ

6. ความดันเลือดสูง ซึ่งโดยทั่วไปแพทย์จะเป็นผู้ตรวจพบ

แพทย์อาจจะส่งตรวจสิ่งต่อไปนี้เมื่อสงสัยโรคไต

ความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด X-ray ตรวจชิ้นเนื้อ (ถ้าจำเป็น)

การรักษา

โรคไตบางชนิดสามารถรักษาให้หายขาดได้ บางชนิดอาจรักษาเพื่อชลออาการ หรือลดความรุนแรงของโรค

1. การควบคุมอาหาร ควรจะต้องควบคุมน้ำ เกลือแร่และโปรตีน ในบางกรณี

2. ให้ยาขับปัสสาวะ เพื่อเพิ่มปริมาณของปัสสาวะ และลดอาการบวม

3. ให้ยาปฏิชีวนะ ในกรณีที่โรคเกิดจากการติดเชื้อ

4. ให้ยากลุ่มสเตียรอยด์ ใช้รักษาเด็กเนฟไฟรติส

5. การผ่าตัด แก้ไขความผิดปกติของไต ซึ่งเป็นมาแต่กำเนิด หรือแก้ไขการอุดตัน ของทางเดินปัสสาวะ

6. การสลายนิ่ว

(แปลและเรียบเรียงจากNational Kidney Foundation USA)

สำหรับในเด็ก

โรคทางไตที่พบบ่อยมักจะเกิดจาก ทางเดินระบบปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อ จะพบ มีความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย ต้องตรวจวินิจฉัยทางรังสี X-ray อาจจะต้องผ่าตัดในบางรายที่จะเป็น

ดังนั้นในเด็กเล็กที่มีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่มีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย หรือเลี้ยงไม่โต ควรจะต้องนึกถึงโรคทางไตด้วย

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

โรคไหลตายในทารก

โดย นพ.ประพุทธ ศิริปุณย

ทารกที่ตายอย่างกระทันหัน โดยไม่สามารถอธิบายสาเหตุของการตายได้ คล้ายโรคไหลตาย ในผู้ใหญ่ ปัจจุบันนับว่าเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของทารกในช่วงปีแรกของชีวิตในหลาย ประเทศ เนื่องจากเป็นการตายกระทันหันโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน บางคนจึงเรียกภาวะนี้ ว่าการตายโดยไม่รู้ล่วงหน้าและมักพบในเด็กเล็กที่นอนอยู่ในเตียงเด็ก

การตายอย่างกระทันหันในทารกที่ก่อนหน้านั้นมีอาการปกติดี นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่มี ผลกระทบต่อจิตใจของบิดา มารดา และผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างมาก ได้มีการศึกษาเพื่อหา สาเหตุของภาวะนี้มาตลอดเวลากว่า 30ปี แต่ก็ยังไม่สามารถบอกสาเหตุได้ชัดเจน ภาวะนี้พบได้ประมาณ 0.5 ต่อทารกเกิดมีชีพ 1,000 ราย ในประเทศแถบสะแกนดิเนเวีย จนถึงประมาณ 5 ต่อทารกเกิดมีชีพ 1,000 ราย ในหลายประเทศ ในทวีปยุโรป โดย เฉลี่ยภาวะนี้จะพบได้ประมาณ 1-3 ต่อทารกเกิดมีชีพ 1,000 ราย สำหรับประเทศไทย พบว่ามีรายงานภาวะนี้น้อยกว่าในประเทศอุตสาหกรรมทั้งหลาย วิธีการเลี้ยงดูทารก ที่แตกต่างกัน อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อุบัติการในแต่ละประเทศแตกต่างกันไป

ภาวะการตายอย่างกระทันหันในทารกมักจะพบในทารกอายุระหว่าง 1-5 เดือน และ พบมากที่สุดที่อายุ 3 เดือนหลังเกิด ส่วนใหญ่มักเป็นในทารกเพศชาย และพบ ในฤดูหนาวมากกว่าฤดูอื่นๆ เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอน จึงได้มีการศึกษา ปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่พบร่วมกับภาวะนี้ได้ เช่น

การติดเชื้อ รายงานเก่าๆ มักจะพบว่าภาวะการตายอย่างกระทันหันในทารก มักพบ ร่วมกับการติดเชื้อทางระบบหายใจ แต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจน เพราะพบทั้งเชื้อ แบคทีเรียและไวรัสชนิดต่างๆ ไม่มีตัวใดตัวหนึ่งที่พบมากเป็นพิเศษ และส่วนใหญ่ ก็ไม่พบว่ามีการติดเชื้อ

ภาวะโภชนาการ ถึงแม้ว่าทารกที่เกิดภาวะนี้จะมีน้ำหนักตัวเมื่อแรกเกิดน้อยกว่าปกติ การเจริญเติบโตหลังเกิดก็มักจะน้อยกว่าทารกปกติด้วย แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานว่าภาวะ โภชนากรจะมีความเกี่ยวข้องกับภาวะนี้อย่างไร

ปัจจัยเกี่ยวกับมารดา มีปัจจัยทางมารดาที่พบว่าเกี่ยวข้องกับภาวะตายอย่างกระทันหันในทารก เช่น มารดาอายุน้อย, เศรษฐานะไม่ดี, ไม่มีการฝากครรภ์, มารดาติดยาหรือสูบบุหรี่, การไม่ให้บุตรกินนมแม่ เป็นต้น

ท่านอนของทารก ธรรมเนียมการเลี้ยงดูทารกในประเทศไทย มักให้ทารกนอนหงาย เพราะกลัวว่าถ้านอนคว่ำจะทำให้หายใจไม่ออก ตรงข้ามกับประเทศทางตะวันตก ที่เกรงว่าถ้าทารกนอนหงาย เวลามีอาเจียนจะทำให้สำลักได้ง่าย จึงนิยมเลี้ยง ทารกโดยให้นอนคว่ำ จากความแตกต่างของอุบัติการของภาวะการตายอย่างกระทันหันในทารกที่พบน้อย ในประเทศแถบเอเชีย จึงได้มีการศึกษาอย่างจริงจังในหลายประเทศเมื่อเร็วๆนี้ และพบว่า การนอนคว่ำเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่พบร่วมกับภาวะนี้ กลไกการเกิดถึงแม้ว่าจะยัง ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน แต่ก็เชื่อว่าการอุดกั้นของการเดินหายใจจะเกิดขึ้นได้ง่าย ในทารกเล็กๆ ที่ยังไม่สามารถช่วยตัวเอง หรือยกศีรษะขึ้นเองได้ดี (อายุต่ำกว่า 4 เดือน) ปัจจุบันประเทศต่างๆทั้งในทวีปยุโรปและอเมริกา จึงแนะนำให้ทารกเล็กๆนอนหงายหรือ นอนตะแคง เพื่อป้องกันภาวะนี้และพบว่าอุบัติการของทารกที่ตายอย่างกระทันหัน ลดลงอย่างชัดเจน ภายหลังจากที่มีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้

การใช้ยาในมารดา

การใช้ยาในมารดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาเสพติด มักจะมีผลต่อการเจริญเติบโต ของระบบประสาท ในการควบคุมการหายใจ การนอนหลับของทารก มารดาที่ติดยา หรือใช้ยาต่างๆมากระหว่างตั้งครรภ์ รวมทั้งมารดาที่ติดเหล้าและสูบบุหรี่ จะพบอุบัติการ ของทารกตายอย่างกระทันหันมากกว่าทารกที่มารดาไม่มีประวัติติดยา

การควบคุมการหายใจ

นับว่าเป็นสาเหตุที่เชื่อกันมานานและมีความเป็นไปได้สูง กล่าวคือเชื่อว่าระบบควบคุม การหายใจอาจทำงานผิดปกติ มีการหยุดหายใจนานกว่าธรรมดา อาจเกิดจากศูนย์ควบคุม การหายใจมีความผิดปกติ นอกจากนี้บางรายยังเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับการอุดกั้น ของระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากทารกยังควบคุมตำแหน่งของศีรษะไม่ได้ดี จากท่านอน บางตำแหน่งจึงอาจทำให้มีการอุดกั้นของช่องทางเดินหายใจได้

ระบบหัวใจ

หัวใจเต้นผิดปกติ เป็นสาเหตุการตายอย่างกระทันหันในผู้ใหญ่ จึงสันนิษฐานว่าภาวะนี้ อาจเป็นสาเหตุในทารกได้ แต่จากการศึกษายังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจน ความผิดปกติ ที่พบมักจะเป็นผลตามมาจากสาเหตุอื่นมากกว่า

การนอนและระดับความรู้สึก

การนอนถึงแม้จะเป็นสรีระวิทยาตามธรรมชาติ แต่ทารกอายุน้อย เมื่อนอนหลับ การควบคุมการหายใจและควบคุมระบบไหลเวียนมักจะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมีภาวะขาด ออกซิเจน การตอบสนองในเรื่องการหายใจจะลดลง ขณะเดียวกันมักจะปลุกให้ตื่นได้ยาก กว่าเด็กโต นอกจากนี้ถ้ามีการเจ็บป่วย แม้ไม่รุนแรงแต่ก็จะมีสารบางอย่าง ซึ่งเป็นสารที่ ทำให้ง่วงนอนมากขึ้น จึงมีโอกาสที่จะเกิดทางเดินหายใจดุดกั้น หรือขาดออกซิเจนได้ง่ายขึ้น

เนื่องจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ยังไม่สามารถอธิบายภาวะนี้ได้ชัดเจน สมมุติฐานต่อมา จึงมุ่งไปที่การเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น มีการติดเชื้อหรือเป็นหวัด, การได้รับยาแก้หวัด, ภาวะอากาศเย็น, ทางเดินหายใจอุดกั้น แต่ไม่สามารถช่วยตัวเองโดยการยกศีรษะขึ้น เป็นต้น

แนวทางป้องกันที่สำคัญได้แก่

  • หลีกเลี่ยงการนอนคว่ำ (ให้นอนหงายหรือตะแคง)
  • ส่งเสริมการให้เลี้ยงลูกด้วยนมมารดา
  • หลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่มีควันบุหรี่
  • มีการฝากครรภ์ที่ดี
  • ลดการใช้ยาทั้งในมารดาและทารก

Wds03mrg.gif (2126 bytes)

หมูไส้ตัน

โดย พญ.อรรัตน์ น้อยเพิ่ม

“แม่ครับ! ผมปวดท้องครับ” ผมตื่นขึ้นมากลางดึก โอ๊ย! ทำไมปวดท้องอย่างนี้นะเนี่ย วันนี้ผมก็ทำตัวเป็นเด็กดีทั้งวันนี่นา ทำไม่เทวดาถึงมาแกล้งบีบพุงผมเล่นอย่างนี้นะ เอ หรือว่าจะเป็นเจ้าหมูปิ้งชิ้นนั้นน๊ะ ที่ผมพบโดยบังเอิญเมื่อตอนบ่าย ขณะที่ผมกำลัง คลานสำรวจอยู่ในห้องครัว ผมเอามาอมๆดู กลิ่นก็ดีนี่นา ผมจะปวดท้องจากมันได้จริงๆ หรือนี่ โอ๊ยปวดอีกแล้ว “แม่ครับ! ผมปวดท้องอีกแล้ว” ผมพยายามจะตะโกนบอกแม่ให้เข้าใจ แต่มันยากจริงๆนะครับ ผมหัดฟังที่แม่-พ่อ แล้วก็พี่ๆ คุยกับผมมาตั้ง 9 เดือนแล้ว แต่ผม ก็พูดได้แต่ “หม่ำๆ” ไม่อยากจะคุยก็ดูหุ่นผมซะก่อนซีครับ ใครๆก็เรียกผมว่า เจ้าหมูน้อย แต่ตอนนี้เจ้าหมูน้อยของแม่ร้องกรี๊ดเป็นพักๆ โธ่! ก็ลองมาเป็นผมดูบ้างซีครับ เวลาปวดท้อง แต่ละทีมันเหมือนมีใครมาบิดลำไส้ผมเลย แต่สักครู่ก็ค่อยยังชั่วนะครับ พอผมกำลังจะเคลิ้ม หลับซักหน่อยก็ปวดขึ้นมาอีก “เจ้าลูกหมู ร้องไห้ กรี๊ดๆ เหมือนตอนรอง colic เลยนะพ่อ เอ๊ะ หรือจะเป็น colic อีก” ปัทโธ่ แม่ครับ เจ้า Infantie colic น่ะมันร้องไห้ช่วงตอนที่ผมอายุ 3 เดือนแรก นี่ผม 9 เดือนแล้วนะครับ “สงสัยปวดท้องละมั๊งแม่ เหมือนตอนเจ้าเสือเมื่อเดือน ก่อนไง ที่มันท้องเสียน่ะ แต่พ่อก็ว่ามันยังไงๆอยู่นา ร้องยังกับบ้านจะแตก ปกติก็ไม่เคยร้อง ขนาดนี้ ไม่เป็นไรน่า คอยดูอาการมันไปก่อน”

ครับ! แล้วผมก็เริ่มอาเจียน ก็ตอนผมหายปวดท้อง แม่ให้ผมกินนม ผมก็กินครับไม่งั้นเสีย ฟอร์มเจ้าหมูน้อย นมมันก็วิ่งไปวิ่งมาในท้องผมพักนึง แล้วมันก็ออกมาครับ คราวนี้ทั้ง พ่อและแม่โกลาหลกันใหญ่ครับ เพราะผมอาเจียนด้วย แล้วผมก็อึด้วยครับ เรียกว่าออก ทั้งข้างล่างข้างบน ผมเองก็ใช่ว่าจะสนุกนะครับ ทั้งปวดท้อง ทั้งอาเจียน แล้วก็อึ พอสายๆ ผมก็รู้สึกตัวว่าผมคงเหลือแต่กระดูกหมูแล้วแน่ๆ “ลูกตัวร้อนด้วยแล้วจะว่าเป็นท้องเสีย ก็แปลกนะพ่อ อึอยู่หน สองหน อึออกมาก็ยังเป็นเนื้อดีๆอยู่ แล้ว





สถาบันกวดวิชาจุฬาติวเตอร์ กวดวิชา CU-AAT CU-TEP CU-BEST SMART-I SMART-II   สยามบุรีทราเวลทัวร์ พาทัวร์ทั่วไทย เที่ยวทุกทิศทั่วไทยไปกับสยามบุรี ด้วย
35 หลักสูตรของโมติวา  องค์กรของท่านจะทยานสู่เป้าหมายสูงสุดที่วางไว้  

  Monstersfactor We are the top designer and manufacturer of Punk Custom T Shirt, Graphic T Shirt. with an exclusive range of tshirts hell online plus the best customer service.

 ศูนย์อบรมคอมพิวเตอร์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย enterTraining.in.th ThaiPortfolio.com - Portfolio เพื่อนักพัฒนาไทย สถาบันกวดวิชาจุฬาติวเตอร์ สอนพิเศษ เรียนพิเศษ สอนที่บ้าน เรียนที่บ้าน กวดวิชาที่บ้าน ติวที่บ้าน สอนพิเศษ เรียนพิเศษ กวดวิชา  

 สินค้าพรีเมี่ยม พรีเมี่ยม ของพรีเมี่ยม โฆษณาประกาศซื้อขาย ร้านค้าออนไลน์ สินค้าแฟชั่น เสื้อผ้า นาฬิกา กล่องผ้าไหม  Knang Makeup Artist มืออาชีพ บริการแต่งหน้า ทำผม ทั้งในและนอกสถานที่ แต่งหน้าเจ้าสาว แต่งหน้านางแบบ แต่งหน้ารับปริญญา รวมทั้งสอนแต่งหน้าตัวเอง clip vdo สอนแต่งหน้า 
© 2010 All Rights Reserved
Powered by
www.trainingbymotiva.com